Author: weerapong456456

  • วัยทอง! เรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ

    ป่วย! ไปหาหมอดีกว่า! อาการ คือ ร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ หงุดหงิด อารมณ์เสีย ซึมเศร้า คิดมาก ปวดกระดูก ส่วนสูงลดลง ท้องผูก หลายคนอาจคิดว่ามันเป็นโรคอะไรบางอย่างแน่! แต่แท้จริงแล้ว ทั้งหมดนี้คืออาการของวัยหมดประจำเดือนครับ!

         อยู่อย่างเข้าใจวัยหมดประจำเดือน         

         แน่นอนว่าคุณผู้หญิงหลายท่านที่อายุอยู่ในช่วง 45-50 ปี อาจจะเริ่มมีอาการเหล่านี้ได้ ไม่ต้องแปลกใจครับ ผู้หญิงไทยกว่าร้อยละ 80 มีอาการนี้ทั้งนั้น ในช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือน อาจจะมีอาการตั้งแต่หงุดหงิดเล็กน้อย จนไม่ถึงอาการมาก เช่น ท้องผูก อารมณ์เปลี่ยนแปลง คุณสามี คุณลูกก็ต้องเข้าใจคุณแม่กันด้วยนะครับ มันเป็นเรื่องปรกติของวัยนี้

         4 อาการพบบ่อย(ที่ไม่อันตราย)ที่พบได้สำหรับวัยนี้ แต่ควรให้ครอบครัวและคนรอบข้างเข้าใจ คือ

    • ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน ถ้าอาการเป็นไม่มากก็ไม่ต้องทำอะไรครับ แต่ถ้าอาการเริ่มเป็นมากทนไม่ไหวก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อใช้ยาช่วยครับ

     

    • มีปัญหาด้านการนอน เช่น นอนไม่หลับ ต้องหาวิธีการผ่อนคลายตัวเองก่อนนอน เช่น การอ่านหนังสือ การฟังเพลง ถ้ามีอาการมากๆอาจจะต้องใช้ยานอนหลับช่วยด้วย

     

    • ช่องคลอดแห้ง อาจจะมีอาการตั้งแต่ไม่มากจนไปถึงแสบคันตลอดเวลาได้ ซึ่งอาการนี้อาจจะต้องใช้ครีมทาช่องคลอดให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ

     

    • อาการซึมเศร้า บางครั้งในวัยนี้ คุณผู้หญิงหลายท่านอาจจะเริ่มมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวลเรื่องต่างๆได้ ไม่ต้องตกใจครับ อาการนี้สามารถรักษาได้ด้วยการฝึกสมาธิ การออกกำลังกายรวมถึงการหางานอดิเรกทำในเวลาว่าง เข้าวัดฟังธรรม แต่หากเป็นมากก็สามารถรักษาได้กับจิตแพทย์ครับ

    ส่วนภาวะแทรกซ้อนหรืออาการที่อันตรายมาก ในวัยนี้มีอยู่ 2 เรื่องครับ

    เนื่องจากระดับฮอร์โมนที่ลดลงส่งผลให้ผู้หญิงหมดประจำเดือนนั้น เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพระยะยาวด้วยเช่นกัน ซึ่งอันตรายกว่าอาการข้างต้นมากเพราะเกี่ยวข้องการการดำเนินชีวิตโดยตรง ได้แก่

    • กระดูกพรุนหรือกระดูกบาง การสูญเสียมวลกระดูกเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้หญิงเริ่มเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน มวลกระดูกของผู้หญิงตามปกติจะมีระดับสูงสุดในช่วงอายุระหว่าง 25 ถึง 30 ปี จากนั้นจะลดลงทุกปี จนเข้าสู่
วัยหมดประจำเดือน ซึ่งจะมีการสูญเสียมวลกระดูกมากถึงประมาณร้อยละ “3” ต่อปี มวลกระดูกที่สูญเสียไปกลายเป็นความเสี่ยงที่สำคัญของโรคกระดูกพรุน ซึ่งอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บ หรือเกิดกระดูกหักได้ง่าย ซึ่งเมื่อมีการหักของกระดูกเกิดขึ้นแล้ว ผู้ป่วยกว่าครึ่งหนึ่งไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเดิมได้ รวมถึงกว่า 1 ใน 3 ต้องกลายเป็นภาระของครอบครัว

     

    • คอเลสเตอรอลและโรคหัวใจ บทบาทของฮอร์โมนซึ่งมีต่อการรักษาระดับคอเลสเตอรอลโดยรวม และคงความสมดุลระหว่างคอเลสเตอรอลชนิดดี กับชนิดไม่ดี  เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับคอเลสเตอรอลโดยรวม และระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีจะเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

     

    เมื่อทราบอย่างนี้แล้วจะป้องกันอย่างไรดี

    การรับประทานแคลเซี่ยมในช่วงวัยเริ่มหมดประจำเดือน ทั้งจากนม อาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมก็สามารถช่วยได้ครับ แต่จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีความสามารถในการลดคลอเรสเทอรอลไปได้ด้วยในตัว

    นอกจากนี้หากเริ่มมีอาการข้างต้นและเป็นค่อนข้างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันก็ควรไปพบแพทย์ ด้านสูตินารีเวช เพื่อให้คำปรึกษาเพิ่มเติมได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้นครับ

     

    “CALCIVIT” เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เนื่องจาก “CALCIVIT” มีส่วนประกอบของแคลเซี่ยมและวิตามินดีที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างกระดูกรวมถึงสารประกอบอื่นๆ ที่ดูแลด้านหมอนรองกระดูก น้ำไขข้อ และการลดคลอเรสเทอรอลชนิดไม่ดี ด้วยสารประกอบทั้งหมดกว่า 9 ชนิดผลิตภายใต้การกำกับดูแลของเภสัชกรและแพทย์ตลอดขั้นตอนการผลิตรวมถึงภายหลังการขายด้วย มีมาตรฐาน อย. GMP และมาตรฐานโรงงานจากยุโรป “CALCIVIT” จึงไม่ได้เป็นแค่ “ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อ กระดูกและหลังที่ดีที่สุดเท่านั้น” แต่ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะ ช่วยดูแลสุขภาพคุณตลอดไป

     ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP
    .
    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

  • สุดยอดวิธีเลือกหมอนลดปวดคอ

    หลักจากการทำงานที่เหนื่อยล้า ทุกคนคงอยากพักผ่อนและสิ่งที่เรานึกถึงสิ่งแรกๆ คงหนีไม่พ้นที่นอนนุ่มๆ และอีกสิ่งนึงที่ขาดไม่ได้ของการนอน ก็คือ หมอน นั่นเอง

    หมอน เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญยิ่งในการนอน

    เราใช้เวลากับหมอนถึง 1/3 ของเวลาในแต่ละวัน

    หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal มีรายงานในเรื่องนี้จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญการนอนที่ศูนย์การนอนในนครนิวยอร์ก พญ.Ana C. Krieger ผู้อำนวยการทางการแพทย์ของ Center for Sleep ที่ New York-Presbyterian/Weill Cornell Medical Center บอกว่า หมอนที่รองรับช่องว่างระหว่างศีรษะกับที่นอนเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญต่อสุขภาพของเรามาก เพราะหมอนที่ถูกต้องจะจัดให้สะโพกหลัง และคอของเราเข้าที่ และทำให้กระดูกสันหลังของเรารักษาระดับตรงได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และถึงแม้หมอนในสมัยนี้จะมีให้เลือกหลายหลายชนิด แต่

    คุณหมอ Ana ได้จัดหมอนไว้เป็น 2 ประเภทใหญ่ดังนี้

    1. หมอนที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่นขนนุ่นละเอียดของสัตว์ปีก

    2. หมอนที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ เช่นโฟม และยาง Latex

    คุณหมอ Ana ได้กล่าวว่าข้อดีของ วัสดุธรรมชาติ คือเป็นหมอนที่ไม่ค่อยมีไรฝุ่น พับหรือจัดรูปได้ง่าย นอกจากนั้นยังมีความสามารถในการรักษาความเย็น และยังมีอายุการใช้งานที่นาน แต่ในขณะที่หมอนที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ มีข้อดีตรงที่รักษารูป และระดับความสูง แต่อายุใช้จะสั้นกว่า หรือประมาณครึ่งหนึ่งของหมอนที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ

    ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการนอน ได้แนะนำวิธีการเลือกหมอนไว้ว่า ต้องเข้าใจลักษณะการนอนของตัวเองเสียก่อนว่า

    1. ชอบนอนในลักษณะไหน

    • นอนหงาย
    • นอนคว่ำ
    • นอนตะแคงข้าง

    2. กำหนดความสูง และความหนาที่ทำให้รู้สึกสบาย

    3. สุดท้ายเลือกประเภท และคุณภาพของหมอน

     

    *ถ้าไม่มั่นใจว่าชอบนอนแบบไหน คุณหมอ Ana แนะนำให้ทดลองซื้อหมอน สอง ถึง สามชนิดที่แตกต่างกัน แล้วทดลองใช้เป็นเวลา 2-3 เดือน

    สำหรับผู้ที่ชอบนอนหงาย ไม่ควรที่จะหนุนหมอนที่สูงเกินไป ควรเป็นหมอนที่ได้รูปกับต้นคอ เป็นหมอนที่มีส่วนโค้งเว้า ตรงกลาง ซึ่งตรงกับสรีรของข้อต่อคอมากที่สุด และระวังอย่าใช้หมอนที่ทำให้ศีรษะสูงกว่าคาง เพราะอาจทำให้ปวดต้นคอได้

    สำหรับคนที่ชอบนอนคว่ำ ไม่ควรใช้หมอนที่ยกศีรษะสูงเกินไป เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อคอ และหลังทำงานหนัก ควรจะมีความสูงในระดับที่ทำให้ศีรษะสูงกว่าคอไม่ควรเกิน 1-2 เซนติเมตร

    สำหรับคนที่ชอบนอนตะแคง ควรใช้หมอนที่ทำให้ศีรษะอยู่ตรงกลางหมอนเพื่อจะทำให้กระดูกสันหลัง และคออยู่ในแนวเดียวกัน และอย่าลืมสอดหมอนเข้าระหว่างขา เพื่อให้ข้อสะโพกไม่ทำงานหนักอีกด้วย

    อีกข้อหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือ คนเราเปลี่ยนท่านอนโดยเฉลี่ยแล้วชั่วโมงละครั้ง เพราะฉะนั้นต้องแน่ใจเสียก่อนว่าชนิดของหมอนที่เลือกจะทำให้เราหลับได้สบายตลอดทั้งคืน ซึ่งหมายความว่าสะโพก หลัง และคอของเราเข้าที่ และทำให้กระดูกสันหลังของเรารักษาระดับตรงได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

     

    ข้อแนะนำส่งท้ายของคุณหมอ Ana คือควรเปลี่ยนหมอน ที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ทุกๆ 2 หรือ 3ปี และ 5 หรือ 6 ปี สำหรับหมอนที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ และอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ หมอนควรมี่ผ้าหุ้มก่อนจะสวมด้วยปลอกหมอนที่ทำจากผ้าฝ้าย ที่มีเนื้อโปร่ง และอากาศถ่ายเทได้ เพราะช่วยกันไรฝุ่น และลดความชื้นจากเหงื่อได้

    ขั้นตอนการทดสอบว่าถึงเวลาที่ควรเปลี่ยนหมอน หรือยังนั้น สำหรับหมอนธรรมชาติถ้าทำการตบแล้วฟื้นสภาพคืนความสูงก็นับว่ายังสามารถได้ ส่วนหมอนสังเคราะห์นั้นถ้าพับแล้วไม่คืนสภาพหมายความว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนหมอนแล้วหล่ะ

    สุดท้ายก็อย่าลืมดูแลตัวเองด้วย CALCIVIT นะครับ

    เนื่องจากการเลือกหมอนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแล กระดูกคอกระดูกสันหลัง ให้เราสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องตามแบบ สรีรวิทยา

    ” แต่หากต้องการในเรื่องของการบำรุง และดูแลคอหลังข้อและกระดูก  แล้วหล่ะก็

    ผมของแนะนำ CALCIVIT ที่มีสารประกอบที่ช่วยดูแล หลังข้อและกระดูกของทุกท่านได้อย่างครบถ้วน

    1. undenatured คอลลาเจนชนิดที่สอง   ซึ่งช่วยในเรื่องข้อและหมอนรองกระดูกรวมถึงรักษากระดูกอ่อนผิวข้อ

    2. กระดูกอ่อนปลาฉลาม ซึ่งมีส่วนช่วยในการ สร้างน้ำไขข้อเพื่อมาหล่อเลี้ยงข้อของ เรา

    3. แคลเซียมและ วิตามิน D ในปริมาณที่พอเหมาะในเรื่องของการดูดซึม และไม่ทำให้เกิดอาการท้องผูกจากการรับประทานแคลเซียม

    และยังมีสารสกัดที่มีประโยชน์อีกมากมายไม่ว่าจะเป็น สารสกัดจากเปลือกองุ่น , สารสกัดจากผลอะเซโรล่าเชอร์รี่ , ผงพริกไทยดำ ฯลฯ

    รวมเป็น 9 ชนิดจนทำให้มั่นใจได้ว่าสามารถช่วยบำรุงได้อย่างแท้จริง

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP
    .
    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • กระดูกพรุน ภัยร้ายที่สามารถรักษาได้

    ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ประชากรหญิงกว่า 40 %   และประชากรชายกว่า 20 % ทุกประเทศทั่วโลก ในวัยสูงอายุจะเป็นโรคกระดูกพรุนอย่างแน่นอน และงบประมาณที่ใช้ในการรักษาโรคกระดูกพรุนทั่วโลกมีมูลค่าพอๆกับมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศไทยกันเลยทีเดียว

    เมื่อร่างกายมีอายุมากขึ้นจะมีภาวะที่ปริมาณเนื้อกระดูกลดลง และ มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของกระดูก ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง เกิดกระดูกหักได้ง่ายขึ้น ท่านคงเคยได้ยินว่าผู้สูงอายุไม่ควรหกล้ม(โดยเฉพาะผู้หญิง)เหตุเพราะเรื่องกระดูกพรุนนี่เอง

    โรคกระดูกพรุนพบได้บ่อยเป็นลำดับที่ 2 รองจากโรคข้อเสื่อม โดยที่ “ไม่แสดงอาการผิดปกติ” การสูญเสียมวลกระดูกไม่สามารถเปลี่ยนกลับมาเหมือนเดิมได้โดยเร็ว วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การป้องกันและรักษาตั้งแต่เริ่มแรกก่อนที่จะเกิดกระดูกหัก

    เนื่องจากโรคกระดูกพรุนจะไม่แสดงอาการจนกว่าจะถึงระยะสุดท้ายของโรค เช่น คนหลังค่อม หรือบางท่านปวดหลังตลอดเวลา รวมถึงถ้าเกิดอาการมากหน่อยอาจจะแค่เดินสะดุดล้มเล็กน้อยกระดูกก็หักแล้วได้

    ธรรมชาติเล่นตลกอะไรแบบนี้…..แต่ที่แย่กว่านั้นคือผู้ป่วยเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อกระดูกหักหรือปวดกระดูกมากๆแล้วก็จะไม่ยอมเดินหรือเคลื่อนไหวร่างกายเพราะกังวลเรื่องกระดูกหัก และ 1 ใน 5 ของผู้ที่ไม่ยอมขยับไปไหนนี่เองที่นำมาสู่แผลกดทับและการเสียชีวิตในเวลาต่อมา

    แต่ยังโชคดีที่นวัตกรรม เทคโนโลยีสุขภาพปัจจุบันเริ่มมีการศึกษาเรื่องกระดูกพรุนกันมากยิ่งขึ้น นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าหากรับประทานแคลเซี่ยมในปริมาณที่เหมาะสม (ในวัยผู้สูงอายุคือวันละ 1200-1500 มิลลิกรัมต่อวัน) ติดต่อกันจะช่วยลดโอกาสเกิดกระดูกพรุนได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากได้รับการทานวิตามินดีและแร่ธาตุแมกนีเซียมเสริมเข้าไปอีกด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้กระดูกแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น

    ส่วนสารประกอบอื่นที่มีปริมาณแคลเซียมสูง เช่น ผงกระดูกอ่อนปลาฉลาม ผักคะน้า กะปิ เนื้อสัตว์ต่างๆ เป็นต้น

     อย่าลืมหันมาทานแคลเซียม วิตามินดีกันนะครับ

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP
    .
    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • เคล็ดลับการดูแลหลังที่ไม่เคยมีใครบอก

    เคล็ดลับการดูแลหลังที่ไม่เคยมีใครบอก

    เมื่อเรามีอายุมากขึ้น กระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกสันหลังที่ทำหน้าที่คอยรับน้ำหนักของเราก็จะเริ่มผุกร่อน สึกหรอลงไป หมอนรองกระดูกจะเกิดอาการแฟบลงและการที่มันแฟบลงนี่แหล่ะครับ ทำให้กระดูกสันหลังเสียดสีกันมากขึ้น อันเป็นที่มาของภาวะกระดูกงอก ลองนึกถึงหิน 2 ก้อนที่ขูดกันดูสิครับ กระดูกเราก็จะถูกขูดในลักษณะเดียวกันเลย เมื่อผ่านไปนานๆเข้ากระดูกที่งอกมานั้นก็จะไปกดทับเส้นประสาททั้งหลาย อันเป็นที่มาของกระดูกทับเส้น

    ไม่น่าเชื่อว่าคนไทยกว่าร้อยละ 10 มีอาการหรือมีความเสี่ยงต่อการมีอาการนี้ทั้งนั้น ยิ่งอายุมากขึ้นความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆและเมื่อปวดหนักๆเข้า จะไปผ่าตัดก็ทั้งอายุมากและมีค่าใช้จ่ายสูง

    ผู้ป่วยก็กังวลว่าที่บ้านจะดูแลลำบากเลยกลายเป็นการทนทรมานอาการปวดอย่างไม่น่าอภิรมย์มากนัก

    แต่ช้าก่อน!!! เรื่องทั้งหมดมันป้องกันได้ครับ ด้วยการทำให้กล้ามเนื้อหลังและหมอนรองกระดูกสันหลังแข็งแรงครับ กล้ามเนื้อหลังจะแข็งแรงด้วยการบริหารครับ ลดน้ำหนักและฝึกนอนหงายขมิบก้นและยกหน้าขาครับ นับ1-10 วันละ 10รอบ ทำติดต่อกัน 3-4 เดือน กล้ามเนื้อหลังจะแข็งแรงครับ

    ส่วนเรื่องหมอนรองกระดูกสันหลัง ประกอบไปด้วยน้ำ และพวกคอลลาเจนชนิดที่สอง การฝึกก้มโดยการย่อตัวและการรับประทานอาหารหรือสารที่สามารถนำไปสร้างคอลลาเจนประเภทนี้ก็ถือเป็นอีกทางเรื่องที่น่าสนใจครับ

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP
    .
    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • 5 สัญญาณอันตราย ของ “อาการปวดหลัง”

    5 สัญญาณอันตราย ของ “อาการปวดหลัง”

    เชื่อว่า หลายๆ ท่านคงเคยมี “อาการปวดหลัง” กันมาแล้วโดยส่วนมากคงหนีไม่พ้นอาการปวดหลังที่เกิดจาก การนั่ง หรือนอน ที่ผิดท่า หรือแม้แต่การยกของที่ไม่ถูกวิธี แต่ “อาการปวดหลัง” อาจบ่งบอกสัญญาณของโรคร้ายบางชนิดได้

     

    5 สัญญาณเตือนของอาการปวดหลังที่เป็นอันตราย

     

    1. อาการปวดหลังที่ปวดเวลากลางคืน

    อาการปวดหลังที่เกิดในเวลากลางคืนนั้นส่วนมากมักสัมพันธ์กับภาวะที่มีการอักเสบของเนื้อกระดูก เช่น การติดเชื้อ เนื้องอกกระดูกบางชนิด รวมถึงมะเร็งที่แพร่กระจายมาที่กระดูก

     

    2. อาการปวดหลังร่วมกับแขนขาชา และไม่มีแรง

    โดยลักษณะอาการแบบนี้อาจจะมีอาการกลั้นปัสสาวะ หรืออุจจาระไม่ได้ร่วมด้วยได้ อาการดังกล่าวเกิดจากการที่ไขสันหลังอาจถูกกดทับ เป็นเรื่องที่อันตรายพอควร จึงควรรีบพบแพทย์โดยเร็วเพื่อทำการตรวจสอบหาตำแหน่งที่ได้รับบาดเจ็บ เพราะว่าหากปล่อยให้ช้าไปมีโอกาสที่แขนขาชาหรืออ่อนแรงนั้นจะไม่สามารถกลับมาทำงานปรกติได้

     

    3. อาการปวดเมื่อยที่บริเวณบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง

    หากมีอาการปวดเหนือบั้นเอวทั้งสองข้างอาจจะบ่งบอกถึงอวัยวะ เช่น ไต โดยหากมีความดันโลหิตสูง และมีเลือดปนในปัสสาวะ อาจจะบ่งบอกถึงโรคถุงน้ำในไตได้ รวมถึงโรคที่มีความอันตรายอื่นๆเช่น ไตอักเสบ

     

    4. ปวดหลังบริเวณเอว และมีไข้หนาวสั่น

    อาการดังกล่าว อาจจะเกิดจาก การติดเชื้ออักเสบของไต หรือโรคกรวยไตอักเสบ โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว มักเกิดจาก การรับประทานน้ำน้อย การอั้นปัสสาวะเป็นเวลานานๆ เมื่อพบว่ามีอาการอย่างที่ได้กล่าวมา แนะนำให้ไปทำการพบแพทย์  รวมถึงแนะนำให้ทำการรับประทานน้ำในปริมาณที่เหมาะสม และให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยเลิกการอั้นปัสสาวะเป็นเวลานานๆ

     

    5. อาการปวดหลังเรื้อรัง และมีอาการปวดมากขึ้นเรื่อยๆ

    โดยอาการปวดหลังนั้น หากเป็นในผู้ที่มีอายุเกินกว่า 45 ปี อาจเกิดขึ้นเนื่องจากโรคไขข้ออักเสบ หรือกระดูกสันหลังเกิดการสึกกร่อน การรักษาแพทย์จะให้ยาแก้ปวดมารับประทานเพื่อบรรเทาอาการปวด และให้ทำกายภาพบำบัด สวมเสื้อดามหลังในบางรายและแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเพิ่มขึ้นแต่หากอาการปวดหลังยังไม่ดีขึ้นนั่นอาจเป็นสัญญาณแสดงของภาวะอันตรายหลายอย่างควรรีบกลับไปตรวจกับแพทย์ซ้ำ

     

    หากท่านใดที่ได้อ่านบทความข้างต้นแล้ว พบว่ากำลังมีอาการปวดหลังดังกล่าว แนะนำให้รีบทำการตรวจสอบตัวเองโดยด่วน หรือหากไม่มั่นใจให้ทำการพบแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัยโรคต่อไปครับ

  • 5 วิธีการดูแลปวดเข่าโดยผู้เชี่ยวชาญ

    อาการปวดเข่าจากภาวะข้อเข่าเสื่อมมักเป็นปัญหาที่ทำให้ผู้คนมากมายรำคาญใจ เพราะมันมีตั้งแต่อาการปวดเล็กๆน้อยๆ จนไปถึงการปวดมากที่ไม่สามารถจะเดินได้ ทำให้ผู้ป่วยหลายท่านต้องรีบไปหาแพทย์เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่หยุดก่อนแพทย์หลายท่านก็แนะนำให้ผ่าตัด ถ้าไม่อยากผ่าตัดจะต้องทำอย่างไร

    วันนี้แคลซิวิทจึงขอนำเสนอวิธีการง่ายๆในการลดอาการปวดเข่าเพื่อที่จะลดอัตราการผ่าตัดให้มากที่สุดกันครับ

    โดยหลักการที่จะแนะนำใช้หลักการชื่อว่า PRI(W)CE

    1. P (Protection)

    หมายถึง การประคับประคองไม่ให้เข่ารับน้ำหนักมากเกินไป เช่น การลดน้ำหนักตัว โดยปรกติ มีงานวิจัยว่าถ้าลดน้ำหนักได้ร้อยละ 5 จากที่เป็นอยู่จะช่วยชะลอความเสื่อมของเข่ารวมถึงระยะเวลาที่ต้องได้รับการผ่าตัดได้ถึงร้อยละ 20 ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด การใส่ผ้าพันเข่า (Knee supporter) เพื่อช่วยทำให้ข้อเข่าไม่เคลื่อนมากเกินไปและทำให้ข้อเข่ากระชับ

    2. R (Rest)

    หมายถึง การพักการใช้งานข้อเข่า เมื่อข้อเข่ามีอาการบวมแดงอักเสบมาก การพักการใช้เข่าเป็นเวลา 1-2 วัน จะช่วยทำให้ข้อเข่าได้ฟื้นฟูและบรรเทาอาการอักเสบได้ ในนักกีฬาที่ออกกำลังเข่ามากจนเกินไปที่ทำให้เกิดข้อเข่าอักเสบก็จะมีการพักการใช้เข่าในระยะเวลาหนึ่งเพื่อให้สภาพเข่ากลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

    3. I(W)  (Ice (warm) )

    หมายถึง การบรรเทาอาการปวดบวมในระยะแรกๆของการอักเสบ ช่วงนี้หลอดเลือดจะมีการขยายตัวมากและมีการลำเลียงเอาสารอักเสบเข้ามาสู่ข้อ อันเป็นสาเหตุให้ข้อบวมในระยะแรก การประคบน้ำแข็งหรือประคบเย็นจะช่วยให้หลอดเลือดหดตัวมากขึ้นทำให้การลำเลียงสารอักเสบมายังข้อน้อยลงทำให้ช่วยลดการบวมได้ในระยะแรก ระยะต่อมาหลังจากข้ออักเสบ 2-3 วันข้ออักเสบน้อยลง มีการคงค้างของสารอักเสบในข้อมากขึ้น การใช้น้ำอุ่นอุณหภูมิพอเหมาะ มาประคบจะทำให้หลอดเลือดขยายตัวและนำเอาสารอักเสบออกจากข้อไป ทำให้สามารถลดอาการปวดข้อและลดการอักเสบของข้อได้

    4. C (Compression)

    หมายถึง การกดทับ ส่วนใหญ่การปวดเข่าจากการกีฬามักจะมีเลือดออกในกล้ามเนื้อหรือกล้ามเนื้อฉีกขาดด้วยดังนั้นการพันกล้ามเนื้อไว้จะช่วยให้เลือดออกน้อยและยังเป็นการสมานแผลฉีกขาดในกล้ามเนื้อให้เร็วขึ้นด้วย นอกจากนี้การกดทับยังช่วยให้กล้ามเนื้อออกแรงได้ดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

    5. E (Elevation)

    หมายถึง การยกส่วนที่บวมไว้โดยเฉพาะเวลานอนให้ยกส่วนที่บวมอยู่สูงกว่าหัวใจก็จะทำให้ช่วยบรรเทาอาการบวมได้ เช่น การยกขาสูงเวลานอน ก็จะทำให้ลดอาการบวมได้

    จากวิธีข้างต้นก็สามารถลดอาการปวดเข่าได้แล้วพร้อมกับการออกกำลังกล้ามเนื้อเข่าให้แข็งแรง และการรับประทานอาหารที่สามารถช่วยลดการเกิดข้ออักเสบ เช่น คอลลาเจนชนิดที่สองที่พบมากในพวกปลาทะเล และผักบางชนิด เช่น บร๊อคโคลี่ แครอท เป็นต้น ก็จะเป็นหนทางหนึ่งในการรักษาโรคข้อเข่าอักเสบได้ดีอีกด้วยครับ

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

    เพิ่มเพื่อน

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • “คอลลาเจน” เปิดความลับรักษา ข้อเสื่อม !!!

    ปัจจุบันมีการค้นพบคอลลาเจนมากกว่า 28 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีมากน้อยแตกต่างกันไปตามแต่ชนิดของเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ ในกลุ่มของนักกีฬาที่มักจะมีการกระทบกระแทกของข้อต่างๆอย่างรุนแรง หรือผู้สูงอายุที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ข้อต่อที่รับน้ำหนัก เช่นข้อเข่า สะโพก และข้อเท้าก็จะเกิดการเสื่อมของคอลลาเจนไทพ์ทูหรือคอลลาเจนชนิดที่สองที่มีมากบริเวณผิวข้อ ทำให้เกิดอาการปวดอักเสบของข้ออย่างเรื้อรังและเมื่อร่วมกับกระบวนการอักเสบแล้ว นั่นคือเกิดปัญหาของข้อเสื่อม

     

    ในประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 50  ปี  ประมาณร้อยละ 15  ของประชากรทั้งหมด แสดงว่ามีประชากรกว่า เกือบ 10 ล้านคนที่มีแนวโน้มการเป็นโรคข้อเสื่อม ผู้ที่มีอายุน้อยอาจจะยังไม่กังวลกับอาการ “ข้อเสื่อม” แต่คนที่อายุมากกว่า 40 ขึ้นไปแล้ว จะรู้จักกับมันเป็นอย่างดี หลายท่านคงเคยมีอาการ อาการเจ็บเสียวที่ข้อเข่าเวลา ขึ้น-ลงบันได ข้อจะยึดหรือข้อติดเวลานั่นนานๆ ท่านที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับข้อเข่าเสื่อมก็อาจละเลยการป้องกันและการรักษา

     

    แต่ถ้าท่านที่เคยมีประสบการณ์กับมันแล้ว ก็จะทราบได้ว่าโรคข้อเสื่อมโดยเฉพาะข้อเข่านั้นทรมานแค่ไหน อาการของข้อเสื่อมเกิดจากการที่กระดูกอ่อนที่หุ้มด้านในผิวสัมผัสระหว่างกระดูก  เกิดการสึกกร่อน และร่วมกับกระบวนการอักเสบภายในข้อ ทำให้ยิ่งเกิดการทำลายผิวสัมผัสของข้อมากขึ้น และเนื่องจากข้อต้องแบกรับน้ำหนักมานานนับสิบๆปี เมื่อสึกมากๆ  ช่องว่างระหว่างข้อก็จะแคบ ผิวข้อจะไม่เรียบขรุขระ ทำให้ส่วนปลายของกระดูกทั้งช่วงบนและช่วงล่างมาสัมผัสเสียดสีกันมากขึ้น และทำให้เกิดภาวะกระดูกงอกขึ้นมา

     

    อาการในระยะแรกจะมีอาการติดขัด เวลาขยับ มีเสียงกรอบแกรบในข้อ และอาการติดขัดนี้จะมากขึ้นเรื่อยๆ ตามวัย และอาการปวดก็จะตามมา จากปวดน้อยๆก็กลายมาเป็นปวดมาก และเมื่อเป็นมากๆ จะทำให้กระดูกขาโก่ง ในระยะแรกอาจใช้ยาทานแก้ปวดเพื่อระงับอาการปวดชั่วคราว ซึ่งถ้าทานนานๆอาจมีผลกัดกระเพาะ และมีปัญหาเกี่ยวกับไตได้ ในรายที่เป็นมาก แพทย์จะช่วยให้ข้อลดการเสียดสี เพื่อบรรเทาอาการ โดยการฉีดน้ำข้อเทียม แต่จะอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน ก็จะเกิดอาการใหม่ และน้ำข้อเทียมนั้นก็ราคาค่อนข้างสูงและในที่สุดแล้วก็จะต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อใหม่

     

    หนทางหนึ่งที่ช่วยได้คือการเลือกรับประทานอาหารที่ให้คอลลาเจนเข้าไปเสริม อย่างที่บอกไว้แล้วว่า กระดูกอ่อนบริเวณข้อมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ  คอลลาเจนไทพ์ทู ( Collagen Type II ) เข้าไปเสริมสร้างคอลลาเจนชนิดนี้ก็จะช่วยให้อาการของข้อเสื่อมดีขึ้น และยังสามารถป้องกันการเสื่อมของข้อได้อีกด้วย จากการศึกษาพบว่า คอลลาเจนไทพ์ทู ชนิดที่เป็นคอลลาเจนที่ยังคงโครงสร้างที่สมบูรณ์ (Undenatured Collagen Type II) สามารถช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของส่วนประกอบที่อยู่ในข้อ โดยกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์เซลล์ใหม่เพิ่มขึ้นได้ ช่วยลดอาการปวดอักเสบของข้อ ทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายดีขึ้น นอกจากนี้คอลลาเจนไทพ์ทูที่สะกัดด้วยวิธีนี้จะมีโมเลกุลเล็กสามารถถูกดูดซึมได้ง่าย จากการวิจัยพบว่า จะไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้น และช่วยเพิ่มระดับของ กรดไฮยาลูโรนิค ซึ่งเป็นน้ำหล่อเลี้ยงในข้อ ทำให้ป้องกันหรือชะลอการเกิดข้อเสื่อมได้

     

    คอลลาเจนไทพ์ทู เป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายองค์ประกอบอันดีต่อสุขภาพของ “แคลซิวิท” เท่านั้น

     

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

     

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • กระดูกพรุน ภัยเงียบที่ป้องกันได้ !!!

    รู้หรือไม่? คนไทยเป็น “โรคกระดูกพรุนกว่า 5 ล้านคน!”

    และในนี้เป็นเพศหญิงถึง 3.5 ล้านคน

    ยิ่งกว่านั้นจำนวนผู้ป่วยยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆถึงปีละ กว่า 4 แสนคน (ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข)

    โรคกระดูกพรุนเป็นโรคใกล้ตัวที่เราอาจจะลืมนึกถึง

    เพราะมันไม่มีสัญญาเตือนใดๆเลย

    ไม่ทันรู้ตัว ก็เกิดกระดูกหัก หรือหลังทรุดจากกระดูกพรุนเสียแล้ว!

    โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ใหญ่ที่มี อายุมากกว่า 40 ปี

    ต้องการแคลเซียมต่อวันถึง 1,000 – 1,200 มิลลิกรัม

    ซึ่งอาหารที่มีแคลเซียมในปริมาณมาก นั้นได้แก่ นม เต้าหู้ กะปิ และผักใบเขียว เป็นต้น

    แต่การรับประทานนม 1 กล่อง จะได้ปริมาณแคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัม เท่านั้น

    ต้องทานถึง 4 กล่อง จึงจะได้รับปริมาณแคลเซียมเพียงพอ!

    แล้วพืชที่อุดมไปด้วยแคลเซียมอย่าง “ผักคะน้า” ล่ะ?

    น่าเสียดายที่ผักคะน้า 1 ทัพพี ให้ปริมาณแคลเซียมเพียง  70 มิลลิกรัม

    หรือต้องทานคะน้ากว่า 18 ทัพที ต่อวันถึงจะได้แคลเซียมพอต่อวัน!

    แบบนี้ใครจะทานไหว!!!

    เราจะหาทางออกสำหรับเรื่องนี้ได้อย่างไร?

    รับประทานอาหารเสริมแคลเซียมแบบเม็ด น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด….หรือเปล่า?

    จากงานวิจัยจาก ศ.ดร.ฮาร์เวย์ และคณะ พบว่าร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมในการรับประทานแต่ละครั้งได้ ไม่เกิน 500 มิลลิกรัมเท่านั้น!

    ยกตัวอย่างง่ายๆ มื้อนี้คุณทานนมหนึ่งกล่อง มีแคลเซียม 300 มิลลิกรัม แล้วทานเม็ดแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม รวมเบ็ดเสร็จถึง 1,300 มิลลิกรัม แต่ร่างกายคุณจะดูดซึมจริงได้เพียง 500 มิลลิกรัมเท่านั้น!

    นอกจากนี้การรับประทานแคลเซียมที่เกินจำเป็น ยังทำให้โอกาสเกิด “ท้องผูก และนิ่วในไต” มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย

    ถ้าอย่างนั้นทางเลือกที่ดีสุดคืออะไรล่ะ?

    คำตอบนั้น ก็คือ “แคลซิวิท” ครับ

    แคลซิวิท คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับการพัฒนาสูตรโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ ได้รับการมาตรฐานจาก อย. GMP และได้มาตรฐานยุโรป ด้วยเหตุต่างๆข้างต้น จึงทำให้ท่านมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ของเราปลอดภัย

    “แคลซิวิท” เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข้อ กระดูกและหมอนรองกระดูกเป็นพิเศษ เรามีแคลเซียมที่พอเหมาะต่อการรับประทานแต่ละมื้อที่จะไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใดๆ

    ยิ่งไปกว่านั้น เรายังมี “กระดูกอ่อนปลาฉลาม” ซึ่งเสริมสร้างกระดูกและข้อ

    รวมถึง “คอลลาเจนไทพ์ทู” ที่เสริมน้ำในข้อต่อและหมอนรองกระดูกสันหลัง

    ซึ่งสองอย่างนี้จะมอบความแข็งแรง และการป้องกันโรคที่เหนือกว่าแคลเซียมอย่างเดียวจะทำได้มาก!

    ไม่เพียงแค่นั้น! แคลซิวิทยังเหนือขึ้นไปอีก

    เพราะเรามีทั้ง

    – “อะเซโรร่าเชอร์รี่” ซึ่งช่วยเสริมผิวพรรณ และต้านอนุมูลอิสระ

    – “สารสกัดจากเปลือกองุ่น” ที่ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง

    สารต่างๆที่มีในแคลซิวิท รวมทั้งหมดถึง 9 อย่าง ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพของคุณ เราไม่ได้บำรุงแค่ข้อ แต่ยังช่วยเรื่องหลอดเลือดหัวใจ บำรุงผิวพรรณ และต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย!!!

    “แคลซิวิท” เพียงทานวันละ 1 แคปซูล ก็จะส่งเสริมสุขภาพคุณได้ไม่รู้กี่อย่าง แคลซิวิทบรรจุ 30 แคปซูลต่อกล่อง ในราคากล่องละ 850 บาท!! หรือเพียงวันละไม่ถึง 30 บาท เท่านี้ข้อ และกระดูกของคุณก็จะดีขึ้นแล้ว!


    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP
    .
    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

    เพิ่มเพื่อน

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox