Author: weerapong456456

  • สุดยอดอาหาร “แก้ปวดหลัง”

    คุณเคยรู้สึกมั้ยว่าลุกขึ้นจากที่นอนทีไร หลังเริ่มตึงๆ

    นั่งทำงานแล้วปวดหลัง ปวดไหล่ขึ้นเรื่อยๆ

    ไปนวดแล้ว ทานยาก็แล้ว อาการปวดหลังที่รบกวนชีวิตกลับไม่ดีขึ้นซักที

     

    จะทำยังไงให้หลังหายปวดได้?

    ไปหาหมอแล้วก็ได้แต่ยาแก้ปวด คลายกล้ามเนื้อ ช่วยได้แปบเดียวก็กลับมาปวดอีก ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไงล่ะที่ทำให้อาการทั้งหลายเหล่านี้ดีขึ้น?

     

    คำตอบอยู่ใน “ครัว” ครับ

    ยังมีกลุ่มอาหารหลายชนิด ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติอร่อยแล้ว ยังมีฤทธิ์ในการลดความเจ็บของ “หลัง” ได้ด้วย ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึง  3 ชนิดของอาหารที่รู้จักกันดี ซึ่งเป็น

    “สุดยอดอาหารแก้ปวดหลัง”

     มาเริ่มกันเลย !!!

    1. อัลมอนด์

    อัลมอนด์นั้นนอกจากจะอร่อยแล้ว มันยังประกอบไปด้วย ไขมันกลุ่มที่ดีต่อสุขภาพ และ สารต้านอนุมูลอิสระ ที่ลดการอักเสบของร่างกาย ซึ่งรวมถึงในข้อ และหลังอีกด้วย เคยมีงานวิจัยในอเมริกาว่าในช่วงเวลาการวิจัยรวม 15 ปี กลุ่มคนที่ทานอาหารเมล็ดธัญพืชกลุ่มอัลมอนด์ปริมาณมากๆนั้นมีโอกาสการเสียชีวิตด้วยโรคของการอักเสบน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทานถึงครึ่งหนึ่ง! คุณสมบัตินี้ของอัลมอนด์นี่เองที่ช่วยลดอาการปวดหลัง หลังเสื่อมได้อย่างดีเยี่ยม! นอกจากนี้อัลมอนด์ยังอุดมไปด้วยแคลเซียม วิตามินดี ที่เสริมกระดูกทั่วร่างกายรวมถึงที่หลังได้อย่างดีเยี่ยม

    2. ปลาแซลมอน

    เป็นแหล่งที่ยอดเยี่ยมของแคลเซียม และวิตามินดี ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อกระดูก ยิ่งไปกว่านั้นโอเมก้า 3 ซึ่งพบมากในปลาแซลมอนและช่วยเสริมเรื่องสมองนั้นได้มีการวิจัยว่าช่วยลดการอักเสบได้! ซึ่งนี่รวมถึงการอักเสบที่ข้อหรือกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังอีกด้วย!

    เป็นสุดยอดปลาที่เสริมทั้งกระดูก ข้อ และสมองจริงๆ!

    3. โยเกิร์ท

    โยเกิร์ท และผลิตภัณฑ์จากนมแทบทุกชนิดนั้นอุดมไปด้วยแคลเซียม และวิตามินดี ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการเสริมสร้างกระดูกของทั้งร่างกาย รวมถึงหลัง ทำให้ช่วยลดความเสื่อมของกระดูกสันหลัง ลดโอกาสที่กระดูกจะทรุด ซึ่งทั้งหมดนั้นสามารถลดและป้องกันอาการปวดหลังได้ทั้งสิ้น!

     

    แต่!!!  ถ้าหากพูดถึงเรื่องอาหารแล้วคุณก็รู้สึกว่า “พวกนี้ราคาแพงนะ” หรือ “หาซื้อมาทานยาก” หรือทานโยเกิร์ทแล้วไม่ชอบ ถ่ายบ่อย ท้องเสีย เรามีทางเลือกให้คุณครับ!

    ชื่อของมันคือ แคลซิวิท

    แคลซิวิท ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับการ “ควบคุมดูแลโดยทีมแพทย์” นั้นมุ่งเป้าไปที่เรื่องการดูแลข้อ และหลังของคุณโดยเฉพาะ

    เราเหนือกว่าแค่ “แคลเซียม” เพราะยังมีทั้ง “กระดูกอ่อนปลาฉลาม” “คอลลาเจนไทพ์ทู” “อะเซโรร่าเชอร์รี่” และสารต่างๆที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพของคุณรวมถึง 9 อย่าง เราไม่ได้บำรุงแค่ข้อ แต่ยังช่วยเรื่องหลอดเลือดหัวใจ และบำรุงผิวพรรณอีกด้วย!!

    เราได้บอกในตอนแรกแล้วว่า “อัลมอนด์” กับ“แซลมอน” นั้นดีต่อข้อ แต่ถ้าคุณต้องทานอาหารแบบนี้ทุกวัน วันละมื้อ คุณต้องจ่ายเท่าไหร่?

    มื้อละ 100? 200? 300 บาท? ถ้าทานทุกวัน

    ก็อาจต้องใช้ เงินถึงเดือนละเกือบ 10,000 บาท !!!

    แต่ “แคลซิวิท”  เพียงทานวันละ 1 แคปซูล ก็จะส่งเสริมสุขภาพคุณได้ไม่รู้กี่อย่างแคลซิวิทบรรจุ 30 แคปซูลต่อกล่อง ในราคากล่องละ 850 บาท!!  หรือเพียงวันละไม่ถึง 30 บาท เท่านี้หลังของคุณก็จะดีขึ้นแล้ว

     

     

     

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

     

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • ออกกำลังกายในน้ำ “ลดปวดเข่า” ได้จริงหรือ?

    อย่างที่เราได้ทำการอธิบายถึงการออกกำลังเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบหัวเข่า ซึ่งมีส่วนช่วยอย่างมากในการบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อมได้เป็นอย่างดี หลายๆท่านอาจเกิดความสงสัยว่า ถ้าปวดเข่าขนาดนี้จะไปออกกำลังกายได้อย่างไร

    วันนี้เรามีทางออกดีๆ ในการออกกำลังกายที่ไม่ทำให้ข้อเข่าได้รับการกระแทกมากเกินไป หลายท่านคงเคยได้ยินวิธีการออกกำลังกายในน้ำ ซึ่งช่วยให้เราสามารถออกกำลังกายได้โดยไม่ต้องรับแรงกระแทกมากเกินไป

     

    ประโยชน์ของการออกกำลังกายในน้ำ

    ๐ ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง

    ๐ กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมากขึ้น

    ๐ ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น

    ๐ ลดความเครียด

    ๐ ทำให้ข้อมีการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น

    ๐ ลดน้ำหนัก

     

    การออกกำลังในน้ำสำหรับผู้ที่มีอาการข้ออักเสบ

    เนื่องจากการที่มีอาการข้ออักเสบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การออกกำลังกายที่จะเกิดแรงกระแทกจากการออกกำลัง อาจมีผลทำให้ข้อเกิดการอักเสบมากขึ้น และเกิดอาการปวดข้อตามมา การออกกำลังกายในน้ำจึงเป็นทางออกหนึ่งที่น่าสนใจครับ

     

    เหตุใดจึงควรออกกำลังกายในน้ำ

    กระแสน้ำอุ่นนั้นมีส่วนช่วยในการลดอาการปวด และอาการข้อติดได้เป็นอย่างดี

    น้ำเป็นตัวช่วยพยุงร่างกายเราไว้ ทำให้ลดการกระแทกของข้อเข่าเมื่อทำการออกกำลังกาย

    แรงต้านของน้ำทำให้กล้ามเนื้อสามารถออกแรงได้อย่างเต็มที่ ทำให้กล้ามเนื้อของเราแข็งแรง

    กระแสน้ำทำให้กล้ามน้ำเกิดความผ่อนคลาย

     

    เทคนิคการออกกำลังกายในน้ำง่ายๆ

    การเดินหรือวิ่งในน้ำ โดยทำการเดิน หรือวิ่งในน้ำที่มีความสูงประมาณระดับอก การเดินหรือวิ่งในน้ำยังมีส่วนช่วยให้กล้ามเนื้อรอบเข่าแข็งแรงได้อีกด้วย

    การว่ายน้ำ มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี และยังมีส่วนในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกายได้อีกด้วย

    ถึงแม้การออกกำลังจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียวแม้จะช่วงอายุใดก็ตาม แต่การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็มีความสำคัญไม่แพ้กันนะครับ ก็อย่าลืมนึกถึง

     

     

     

     

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

     

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • 3 โรคพึงระวัง “เมื่ออายุขึ้นเลข 4”

    เมื่อเข้าถึงวัย 40 คุณอาจคิดว่าร่างกายยังแข็งแรงอยู่ ไม่มีโรคภัยอะไร แต่นั่นอาจะเป็นแค่ความเข้าใจผิด เพราะมีหลายโรคที่หลายคนเป็นโดยไม่รู้ตัว ได้แก่

     

    1. กระดูกพรุน

    เมื่ออายุเลย 40 ปี ความแข็งแรงของกระดูกก็จะเริ่มลดลงอย่างมาก! ต่อให้คุณไม่ต่อให้ไม่ได้ทำอะไรเลย ภาวะนี้ก็เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นอย่าละเลยที่จะทานอาหาร หรืออาหารเสริมที่อุดมไปด้วยแคลเซี่ยม และวิตามินดีครับ

    2. ทุพโภชนาการ

    พออายุเริ่มมาก บางคนก็เริ่มไม่รู้สึกอยากอาหาร ทานอาหารน้อยลงเรื่อยๆ หลายคนคิดว่าการทานน้อยเป็นเรื่องดี แต่มันไม่ใช่ครับ! ที่ดีที่สุดคือการทานให้เหมาะสมต่อร่างกายมากกว่า การทานน้อยไปหรือไม่ครบหมู่นั้นสามารถทำให้เกิดอันตรายได้มากมาย และทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมได้มากทีเดียว

    3. เบาหวาน/ความดันโลหิตสูง/ไขมันในเลือดสูง

    สามโรคหลักที่หลายคนมองข้าม เพราะคิดว่า “ไม่มีอาการอะไรนี่ ไม่น่าเป็นหรอก” แต่โรคทั้งสามอย่างนี้บางครั้งก็ไม่แสดงอาการใดๆนะครับ! มันจะทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมไปเรื่อยๆ จนเมื่อถึงจุดที่มีอาการ ก็อาจจะสายเกินแก้ จำต้องทานยาไปตลอดชีวิตแล้ว!

     

    ดังนั้นต่อให้รู้สึกว่า สุขภาพแข็งแรงดีไม่มีโรคอะไร ก็อย่าละเลยเรื่องสุขภาพนะครับ!

    หมั่นออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ และไปตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ! และหากคุณมีความกังวลเรื่องกระดูกพรุน เรื่องข้อ เราขอแนะนำ “แคลซิวิท” ครับ

     

    แคลซิวิท เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งมีองค์ประกอบมากมายในการป้องกันภาวะกระดูกพรุน ลดข้อเสื่อมไม่ให้ปวดขึ้นมา! และบรรเทาอาการ ช่วยให้ข้อฟื้นฟูขึ้นได้แม้ว่ามีอาการแล้ว!

     

    แคลซิวิท ไม่ใช่ยา แต่เป็นอาหารเสริม สามารถทานเรื่อยๆได้โดยไม่สะสม เพื่อเสริมความแข็งแรงของร่างกายทั้งกระดูก ข้อ และสุขภาพทั่วไปได้อีกนานเท่านาน

     

     

     

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

     

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • อาหาร …. รักษา “กระดูกพรุน”

    กระดูกของคนเรามีการเจริญตั้งแต่ระยะฟีตัส (อยู่ในครรภ์มารดา) ทารก และเรื่อยไปจนถึงอายุประมาณ 25-30 ปี จากนั้นจะเป็นการเสริมความแข็งแรงของกระดูกด้วยการสะสมมวลกระดูก จนถึงระยะมวลกระดูกสูงสุด (Peck Bone Mass) ที่อายุ 35 ปี หลังจากนั้น มวลกระดูกจะลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุ อย่างไรก็ตามในระยะที่มวลกระดูกยังไม่ถึงค่าสูงสุด การบริโภคแคลเซียมมีความสำคัญ ต่อการสะสมมวลกระดูก หากบริโภคแคลเซียมไม่เพียงพอ ระดับมวลกระดูกสูงสุด จะต่ำกว่าระดับที่ควรเป็นได้ และจะไปมีผลทำให้เกิดปัญหาภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ความหนาแน่นของกระดูกลดน้อยลง ทำให้กระดูกบางและเปราะ จึงมีโอกาสแตกหักได้ง่ายโดยเฉพาะตรงข้อมือ สะโพกและสันหลัง หรือกระดูกหลังยุบ ทำให้หลังค่อมตัวเตี้ยลง

     

    การทานอาหารที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูก ให้มีความแข็งแรงอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น น่าจะมีความสำคัญในการป้องกันภาวะกระดูกพรุนในอนาคตได้ และถึงแม้ว่าบางคนจะมีอายุที่เกินระยะมวลกระดูกสูงสุด (อายุเกิน 35 ปี) การทานอาหารที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูก ก็เป็นการช่วยรักษาไม่ให้มวลกระดูกที่มีอยู่เสื่อมถอยลงไปจนเกิดภาวะกระดูกพรุนได้ ดังนั้นเราจึงควรปรับพฤติกรรมการทานอาหารต่างๆที่มีผลต่อการเจริญของกระดูกตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดปัญหาของการเกิดภาวะ กระดูกพรุน หรือกระดูกเปราะบาง ในอนาคตได้

     

    แนวทางการบริโภคอาหารเพื่อเสริมสร้างมวลกระดูก

    1. บริโภคอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง

    เนื่องจากแคลเซียมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างเนื้อกระดูกและป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูก การได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอจะช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก โดยทั่วไปปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวันคือ 800-1,200 มิลลิกรัม แต่ในวัยผู้ใหญ่ที่อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ควรบริโภคแคลเซียมให้ได้ 1,200 – 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน

    สำหรับแหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง จำแนกตามปริมาณที่ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมไปใช้ พบว่ากลุ่มอาหารจำพวกผักใบเขียว ได้แก่ บล็อกโคลี่ ผักกาดเขียว ผักกวางตุ้ง คะน้า แขนงผัก และดอกกระหล่ำ กลุ่มอาหารเหล่านี้ร่างกายสามารถดูดซึม แคลเซียมได้สูงสุด โดยดูดซึมได้มากกว่า 50% ของปริมาณแคลเซียมในอาหารที่ทานเข้าไป

    รองลงมา คือ นมหรือผลิตภัณฑ์จากนม นมถั่วเหลือง และเต้าหู้ ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ 30%

    กลุ่มอาหารจำพวกถั่ว ถั่วอัลมอนด์ ถั่วลาย และงา ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ 20% การทานแคลเซียมมื้อละน้อยๆ (ไม่เกิน 500 มิลลิกรัม/มื้อ) หรือแบ่งเป็นมื้อเล็กหลายๆ มื้อ มีแนวโน้มจะดูดซึมได้ดีกว่าการทานคราวละมากๆ เนื่องจากธรรมชาติของคนเรามี “เพดาน” ของการดูดซึม คือ ดูดซึมแคลเซียมได้จำกัด (ที่ประมาณ 500 มิลลิกรัม/มื้อ) ดังนั้น การดื่มนมเพื่อเสริมสร้างแคลเซียม ควรดื่มนมมื้อละ ไม่เกิน 2 แก้ว (แก้วละ 250 มิลลิลิตร ไม่ควรดื่มทีเดียวครั้งละเป็นลิตรเพราะ การได้รับแคลเซียมก็จะไม่ต่างกันกับการดื่มมื้อละ 1-2 แก้ว การเพิ่มการบริโภคแคลเซียม ควรเป็นการเพิ่มการบริโภคโดยใช้อาหารเป็นหลักไม่แนะนำให้บริโภคในรูปสารสังเคราะห์ ยกเว้นการอยู่ในความดูแลแพทย์ เพราะอาจเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ได้ กรณีที่ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่มากเกิน คือ มากกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน อาจก่อให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อย คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการขาดน้ำ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึม หมดสติ เกิดนิ่วในไต ผลข้างเคียงที่พบบ่อย คือ ท้องผูก แน่นท้อง เป็นต้น

     

    2. บริโภคอาหารที่มีฟอสฟอรัสให้พอดี

    ฟอสฟอรัสเป็นแร่ธาตุที่มักจะทำงานร่วมกับแคลเชียม ในการสร้างและเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก อัตราส่วนของแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ 1.2 :1 จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น แต่คนส่วนใหญ่จะได้รับฟอสฟอรัสในปริมาณที่สูงกว่าแคลเซียม เนื่องจากฟอสฟอรัส พบมากในอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ ซึ่งคนบางคนบริโภคอาหารในกลุ่มนี้มาก แต่ไม่ได้มีการเสริมแคลเซียมเลย หรือบริโภคน้อยมาก น้อยกว่าปริมาณที่ได้รับฟอสฟอรัส ก็ทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูกได้ เพราะการได้รับฟอสฟอรัสในปริมาณที่มากเกินไป ร่างกายจะดึงเอาแคลเซียมในกระดูกมาจับฟอสฟอรัสทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่าย อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นจะต้องทานอาหารที่เป็นแหล่งของฟอสฟอรัสในปริมาณที่เหมาะสมด้วย เพื่อให้การทำงานของแคลเซียมมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    แหล่งอาหารที่ให้ฟอสฟอรัส เช่น นม เนื้อ ปลา เป็ด ไก่ ไข่ เนยแข็ง ตับ ข้าวกล้อง ถั่ว ยีสต์ เป็นต้น

    3. บริโภคอาหารที่มีฟอสฟอรัสให้พอดี

    แมกนีเซียมพบมากในร่างกายเป็นอันดับสองรองจากแคลเซียม หน้าที่ของแมกนีเซียมคือ ช่วยควบคุมการทำงานของร่างกาย ผลิตพลังงาน สร้างโปรตีน และช่วยการหดตัวของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ แมกนีเซียม จะช่วยในการสร้าง วิตามินดี ในรูปแบบที่ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้ ในการสร้างเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน ทำให้กระดูกและฟันมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น จึงช่วยทำให้ขยายระยะเวลาในการเสื่อมของกระดูกให้ยืดนานออกไป การได้รับแมกนีเซียม ควรควบคุมปริมาณของ แคลเซียม ควบคู่ไปด้วย โดยอัตราส่วนของ แคลเซียม ต่อ แมกนีเซียม ในอุดมคติ ได้แก่ 2 ต่อ 1 ถึง 3 ต่อ 1 โดยทั่วไปปริมาณแคลเซียม ที่ได้รับต่อวัน ควรจะอยู่ประมาณ 800 มก. แมกนีเซียม 400 มก. แต่ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ได้รับ แมกนีเซียม เพียง 150-300 มก. ในขณะที่แคลเซียมมีผู้หันมาบริโภคมากขึ้นเพื่อป้องกันโรคกระดูก ดังนั้นในการเสริมแคลเซียมควรจะใส่ใจกับปริมาณของแมกนีเซียมด้วยเช่นกัน เพราะหากได้รับ แคลเซียม มากเกินไปจะไปขัดขวางการดูดซึมแมกนีเซียม

    แหล่งอาหารที่อุดมด้วยแมกนีเซียม ได้แก่ ถั่วต่างๆ ธัญพืช แป้ง และอาหารทะเล

     

    4. บริโภคอาหารที่มีวิตามินดี

    เนื่องจากวิตามินดีเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อกระดูก ช่วยสร้างโปรตีนในการดูดซึมของแคลเซียม ทำให้การดูดซึมของแคลเซียมเป็นไปโดยปกติและช่วยในการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น โดยปกติร่างกายควรได้รับวิตามินดี 600-800 IU/วัน

    แหล่งอาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่ น้ำมันตับปลา เนื้อปลาที่มีไขมัน ตับ และไข่แดง เป็นต้น นอกจากนี้ วิตามินดีสามารถรับได้จากแสงแดดอ่อนๆด้วย ดังนั้นเพื่อการมีกระดูกที่แข็งแรงร่างกายควรได้รับแสงแดดอ่อน ๆ ทุกวันอย่างน้อยวันละ 10 – 15 นาที/วัน

     

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

    เพิ่มเพื่อน

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • 3 วิธียืดอายุหลังโดยไม่ต้องเสียเงินแสน

    เมื่อร่างกายเรามีอายุมากขึ้น ความเสื่อมก็ย่อมคืบคลานเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    วันนี้เราจึงขอนำเสนอ 3 วิธียืดอายุหลังให้แข็งแรง

     

    1. การลดน้ำหนัก

    การลดน้ำหนักแม้เพียง 1 กิโลกรัม ก็สามารถลดน้ำหนักที่กดลงบนกระดูกสันหลังได้ถึงร้อยละ 0.5 เลยทีเดียว การลดน้ำหนักที่ทำให้หลังของท่านไม่ต้องทำงานหนัก วิธีที่ง่ายที่สุดคือการออกกำลังกายครับ การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับอายุ เช่น หากท่านมีอายุมาก การเดินแกว่งแขนทุกวันวันละ 30 นาที ก็เพียงพอ หากท่านอายุน้อยลงมาการวิ่งก็สามารถที่จะทำให้ลดน้ำหนักได้ครับ

     

     

    2. การออกกำลังหลังให้แข็งแรง

    การออกกำลังหลังให้แข็งแรงด้วยการฝึกนั่งหลังตรงและยืนตัวตรงแบบง่ายๆ แค่นี้ก็สามารถช่วยทำให้กล้ามเนื้อหลังได้รับการบริหาร และแข็งแรงอยู่เสมอ นอกจากนี้การยืนหลังตรงจะทำให้ท่านลดน้ำหนักได้อีกด้วย มีการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นว่าถ้าสามารถเดินตัวตรงได้ 3 เดือนน้ำหนักจะลดลงกว่า 5 กิโลกรัมเลยทีเดียว ทั้งนี้เนื่องจากการยืนตัวตรงจะเป็นการออกกำลังกายชนิดนึงด้วย

     

     

    3. รับประทานอาหารที่มีสารแคลเซียมและสารคอลลาเจนชนิดที่สองอย่างเพียงพอ

    เนื่องจากเมื่อเราอายุมากขึ้นจะมีความต้องการใช้แคลเซียมมากขึ้น ในกลุ่มที่อายุมากกว่า 40 ปี อาจต้องการแคลเซียมมากถึง 1,200-1,500 มิลลิกรัมต่อวันเลยทีเดียว ดังนั้นการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม เช่น กะปิ นม ผักใบเขียว ก็จะสามารถช่วยทดแทนตรงนี้ได้ครับ รวมทั้งอาหารที่มีคอลลาเจนชนิดที่สองเยอะๆก็สามารถที่จะช่วยซ่อมแซมหมอนรองกระดูกที่เสียหายได้อีกด้วย

     

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

    เพิ่มเพื่อน

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • ข้อเสื่อม…..คอลลาเจนช่วยท่านได้

    ปัจจุบันการรักษาข้อเข่าเสื่อมเป็นหนึ่งในการรักษาที่ใช้ทรัพยากรค่อนข้างสูงและมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนมากมาย เช่น ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด การรักษาโดยยาแก้ปวดไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุเพราะว่ายาแก้ปวดมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก เช่น แผลในกระเพาะอาหาร หรือไตวาย ได้ ดังนั้นแล้วในปัจจุบันกลุ่มแพทย์จึงได้ร่วมกันศึกษาถึงวิธีการรักษาเพิ่มเติมเพื่อต่อสู้กับโรคข้อเข่าเสื่อม

     

    จนเมื่อ ไม่นานมานี้ กลุ่มนักวิจัยก็ได้ค้นพบวิธีใหม่ในการรักษาข้อเข่าเสื่อมให้ตรงจุดมากขึ้นนั่นคือการใช้สารคอลลาเจนชนิดสกัดเย็น(Undenatured Collagen Type II) มาจากกลไกความรู้ที่ว่าคอลลาเจนรูปร่างที่สมบูรณ์และมีขนาดเล็กพอที่ผ่านการดูดซึมจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเกิดการเรียนรู้และส่งผลให้ระบบเม็ดเลือดไม่ไปทำลายคอลลาเจนชนิดเดียวกันที่อยู่ในข้อด้วย ทำให้สามารถลดการอักเสบและป้องกันการเกิดข้อเข่าเสื่อมรวมถึงเสริมสร้างคุณภาพข้อเข่าให้ดีขึ้นอีกด้วย

     

    นอกจากนี้คอลลาเจนชนิดที่สองนี้ยังสามารถเพิ่มปริมาณกระดูกอ่อนรองข้อเข่าได้มากขึ้นอีกด้วย ทำให้ลดการเสื่อมของข้อเข่าในระยะยาวได้อย่างดีและเหมาะสมที่สุดอีกด้วยและยังสามารถช่วยบำรุงหมอนรองกระดูกสันหลังและคอได้อีกด้วย (คอลลาเจนในธรรมชาติมีมากมายกว่า 108 ชนิดแต่ชนิดที่เด่นในแง่การรักษาข้อและหมอนรองกระดูกสันหลังก็คือชนิดที่2)

     

    การผลิตคอลลาเจนชนิดสกัดเย็นนี้มีขั้นตอนการผลิตที่ค่อนข้างยากต้องทำในโรงงานที่ได้มาตรฐาน และขนาดที่เหมาะสมต่อร่างกายคือ 80-100 มิลลิกรัม

     

    แคลซิวิท มีปริมาณคอลลาเจนชนิดที่สองแบบสกัดเย็นมากที่สุดในตลาด ณ ตอนนี้และผลิตจากโรงงานที่ได้รับมาตรฐานยุโรปและควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนโดยได้รับมาตรฐาน GMP จึงทำให้มั่นใจได้ว่าแคลซิวิทเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ล่าสุดที่ได้ใช้นวัตกรรมนี้เพื่อลดข้อเข่าเสื่อมได้อย่างแน่นอน

     

     

    คอลลาเจนไทพ์ทู เป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายองค์ประกอบอันดีต่อสุขภาพของ “แคลซิวิท” เท่านั้น

     

     

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

     

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • 5 เหตุผลที่คุณควรปั่นจักรยาน

    1. กระดูกและข้อแข็งแรงขึ้น
      การไปปั่นจักรยานเพื่อออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและข้อ โดยเพิ่มความคงทนและความยืดหยุ่น นอกจากนี้การปั่นจักรยานในช่วงเช้ายังทำให้ร่างกายได้รับแสงแดด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างวิตามินดี ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างกระดูกที่แข็งแรงอีกด้วย ทำให้ข้อเจ็บน้อยลง กระดูกมีโอกาสหักน้อยลง แต่อย่าปั่นหักโหมเกินไปนะครับเพราะอาจทำให้ปวดกล้ามเนื้อได้!
    2. ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น
      เคยมีการทดลองจากคณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด โดยให้คนที่มีปัญหานอนหลับยาก (Insomnia) ออกไปปั่นจักรยานตอนเช้าทุกๆ วัน วันละ 20-30 นาที
      ผลปรากฏว่าคนที่มีปัญหาการนอนไม่หลับสามารถนอนหลับสนิทได้เร็วขึ้นเกือบหนึ่งชั่วโมง!!
      จากแต่ก่อนที่อาจจะต้องนอนรอให้ง่วงเป็นเวลานาน การไปปั่นจักรยานยามเช้าช่วยให้ร่างกายเราได้รับแสงแดดตามเวลาที่ควรจะเป็น ช่วยให้ร่างกายหลับได้ง่ายขึ้นในตอนกลางคืนครับ
    3. ช่วยให้หน้าตาดูอ่อนเยาว์
      การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นการผลิตสารคอลลาเจน ช่วยลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า และยังช่วยให้ร่างกายเราลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารได้ดีขึ้น จึงไม่แปลกว่าทำไมคนที่ปั่นจักรยานเป็นประจำจึงหน้าตาอิ่มเอิบและผิวพรรณสดใสครับ!
    4. เพิ่มประสิทธิภาพสมอง
      ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิลินอยส์พบว่าคนที่ปั่นจักรยานเป็นประจำทำคะแนนการทดสอบสมองได้ดีกว่าปรกติถึง 15%
      เพราะว่าการปั่นจักรยานช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วน Hippocampus เป็นส่วนที่ใช้บันทึกความจำซึ่งจะเสื่อมอย่างรวดเร็ว “หลังอายุ 30 ครับ” ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี ถ้าอยากคิดไว สมองไว อย่าลืมปั่นจักรยานนะครับ!
    5. ลดความอ้วน
      เป็นที่ทราบกันดีว่าการปั่นจักรยานช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย แต่มันไม่ได้เผาพลาญแค่เฉพาะตอนที่เราปั่นนะครับ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าร่างกายของคนที่ปั่นจักรยานเป็นประจำจะสามารถเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่อเนื่องหลังจากลงจากจักรยานแล้วต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมงทีเดียว!!!
      ซึ่งโดยรวมแล้วการเผาผลาญหลังการปั่นอาจจะมากกว่าระหว่างปั่นอีกด้วยซ้ำ!!!

        แต่การออกกำลังกายอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอนะครับ!
    ที่สำคัญคือต้องดูแลตัวเองให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ

     ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP
    .
    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

  • 3 วิธียืดอายุหลังโดยไม่ต้องเสียเงินแสน

    เมื่อร่างกายเรามีอายุมากขึ้น ความเสื่อมก็ย่อมคืบคลานเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    วันนี้เราจึงขอนำเสนอ 3 วิธียืดอายุหลังให้แข็งแรง

     

    1. การลดน้ำหนัก

    การลดน้ำหนักแม้เพียง 1 กิโลกรัม ก็สามารถลดน้ำหนักที่กดลงบนกระดูกสันหลังได้ถึงร้อยละ 0.5 เลยทีเดียว การลดน้ำหนักที่ทำให้หลังของท่านไม่ต้องทำงานหนัก วิธีที่ง่ายที่สุดคือการออกกำลังกายครับ การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับอายุ เช่น หากท่านมีอายุมาก การเดินแกว่งแขนทุกวันวันละ 30 นาที ก็เพียงพอ หากท่านอายุน้อยลงมาการวิ่งก็สามารถที่จะทำให้ลดน้ำหนักได้ครับ

     

    1. การออกกำลังหลังให้แข็งแรงด้วยการฝึกนั่งหลังตรงและยืนตัวตรงแบบง่ายๆ

    แค่นี้ก็สามารถช่วยทำให้กล้ามเนื้อหลังได้รับการบริหาร และแข็งแรงอยู่เสมอ นอกจากนี้การยืนหลังตรงจะทำให้ท่านลดน้ำหนักได้อีกด้วย มีการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นว่าถ้าสามารถเดินตัวตรงได้ 3 เดือนน้ำหนักจะลดลงกว่า 5 กิโลกรัมเลยทีเดียว ทั้งนี้เนื่องจากการยืนตัวตรงจะเป็นการออกกำลังกายชนิดนึงด้วย

     

    1. รับประทานอาหารที่มีสารแคลเซียมและสารคอลลาเจนชนิดที่สองอย่างเพียงพอ

    เนื่องจากเมื่อเราอายุมากขึ้นจะมีความต้องการใช้แคลเซียมมากขึ้น ในกลุ่มที่อายุมากกว่า 40 ปี อาจต้องการแคลเซียมมากถึง 1200-1500 มิลลิกรัมต่อวันเลยทีเดียว ดังนั้นการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม เช่น กะปิ นม ผักใบเขียว ก็จะสามารถช่วยทดแทนตรงนี้ได้ครับ รวมทั้งอาหารที่มีคอลลาเจนชนิดที่สองเยอะๆก็สามารถที่จะช่วยซ่อมแซมหมอนรองกระดูกที่เสียหายได้อีกด้วย

     ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP
    .
    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

  • รู้ และเข้าใจ “โรครูมาตอยด์” กันเถอะ

    ยายชู เป็นคุณยายใจดีประจำหมู่บ้าน อายุ 70 ปี แกเป็นคนใจบุญ จะใส่บาตรแต่เช้าตรู่เป็นประจำ

    แต่มาระยะหลังร่วม 20 ปี แกได้แต่นั่งอยู่ที่บ้านเฉยๆ เพราะแกมีอาการปวดข้อเข่ามากจนไม่สามารถลุกเดินเหินไปไหนได้อย่างสะดวกเหมือนแต่ก่อน ความจริง แล้วสาเหตุสำคัญเป็นเพราะแก “ละเลย” อาการปวดข้อที่ดูไม่ได้สำคัญอะไรในตอนแรก

    ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนแกเริ่มปวดข้อนิ้วมือใหม่ๆ แกมักจะมีข้อติดในตอนเช้าตอนตื่นนอน แกจะขยับข้อนิ้วไม่ค่อยได้แต่เนื่องจากระหว่างวันอาการปวดข้อนิ้วจะน้อยลง แกจึงไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่ ต่อมาเริ่มมีอาการปวดข้อนิ้วอื่นๆ และรวมไปถึงข้อเข่า และข้อนิ้วเท้า แกจึงเริ่มเป็นกังวล และไปหาหมอ หมอบอกกับแกว่าแกเป็นโรครูมาตอยด์ (โรคข้ออักเสบ และทำให้ข้อเสื่อมชนิดหนึ่ง) และด้วยการที่แกไปหาหมอช้าเกินไป ทำให้อาการเป็นมาก และมีความเสื่อมของข้อที่มากจนขนาดทำให้ข้อเกิดการผิดรูป มีผลทำให้เสียบุคลิกภาพ และมีอาการปวดมาก ถึงแม้เรื่องราวของยายชูอาจเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น แต่มีส่วนมาจากชีวิตจริงของผู้ป่วยหลายท่านที่ผมเคยมีโอกาสพบเจอ

    การรักษารูมาตอยด์ จะใช้ยากดภูมิคุ้มกันและยาลดการอักเสบของข้อโดยยามากมายหลายชนิด นอกจากจะลำบากในการจัดยาแล้ว ค่าใช้จ่าย และเวลาที่เสียไปไม่สามารถประเมินค่าได้เลย

    อันที่จริงแล้วโรครูมาตอยด์ถ้าได้รับการวินิจฉัย แต่เนิ่นๆ ก็จะสามารถทำให้ข้อไม่เกิดการผิดรูปถาวรได้ และสามารถที่จะทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวได้เลย

    ระยะหลังมีการคิดค้นสารที่ช่วยลดการอักเสบของข้อในรูมาตอยด์ได้เช่น คอลลาเจนชนิดที่สองแบบพิเศษ (Undenatured collagen type II) ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถช่วยผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ได้ ซึ่งต้องขอบคุณความก้าวหน้าของวงการวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์

    ดังนั้นอย่าลืมดูแลและสอบถามอาการปวดข้อของคนที่คุณรักด้วยนะครับ

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP
    .
    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • 4 ความลับพิชิตข้อเสื่อมด้วย “คอลลาเจนไทพ์ทู“

    ปวดข้อมาก!  เดินแทบไม่ไหว ทานยาแก้ปวดอะไรก็แทบไม่ดีขึ้น นี่แหละคืออาการของโรคข้อเสื่อม

     

    แล้วจะทำยังไงให้อาการปวดดีขึ้นได้? หนึ่งในคำตอบที่ดีที่สุดคือ “คอลลาเจน” ครับ

    แต่ไม่ใช่คอลลาเจนธรรมดา ต้องเป็น “คอลลาเจนไทพ์ทู” ด้วย

     

    แล้วคอลลาเจนไทพ์ทูนั้นต่างจากคอลลาเจนธรรมดายังไง? มาดูทางนี้ได้เลยครับ

     

    1. คอลลาเจนไทพ์ทู ช่วยเรื่องข้อเสื่อมโดยตรง

         คอลลาเจนนั้นเป็นสารโปรตีนซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของแทบทุกส่วนในร่างกายและมีรวมกว่า 20 ชนิด! แต่ คอลลาเจนชนิดที่ 2 หรือ ไทพ์ 2 นั้นถือเป็นพระเอกในเรื่องกระดูกอ่อน และน้ำในไขข้อ โดยคอลลาเจนไทพ์นี้เป็นองค์ประกอบหลักกว่าครึ่งของกระดูกอ่อน และมีส่วนสำคัญในการป้องกันการเสื่อมของข้อทั่วร่างกาย รวมถึงภาวะพร่องน้ำในไขข้อต่างๆอีกด้วย!

     

    1. คอลลาเจนประเภทอื่นช่วยเรื่องข้อต่อน้อยมาก

         คอลลาเจนที่ทานทั่วไปเพื่อช่วยเรื่องความงามจะช่วยเรื่องข้อและกระดูกอ่อนน้อยมาก ต่างจากคอลลาเจนไทพ์ทูซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของข้อและกระดูกอ่อนโดยตรง

     

    1. การทานคอลลาเจนไทพ์ทูลดการทำลายข้อจากโรครูมาตอยด์

         งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์บอกว่าการทานคอลลาเจนไทพ์ทูไม่ได้ช่วยแค่เสริมแต่ยังลดความเสื่อมได้โดยตรงอีกด้วย เพราะเมื่อคนเราอายุมากขึ้น หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นโรคข้อรูมาตอยด์ เซลล์ของร่างกายจะมีการทำลายคอลลาเจนที่เข่าเอง (มองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม) แต่งานวิจัยก็ระบุว่าการทานคอลลาเจนอย่างสม่ำเสมอ จะมีส่วนช่วยให้ร่างกาย “เคยชิน” กับคอลลาเจน และลดการทำลายที่เกิดขึ้นได้

    1. ทานคอลลาเจนไทพ์ทูแล้ว อย่าลืม“วิตามินซี” ด้วย

         ขอเสริมเล็กน้อยว่า ในการที่ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนได้อย่างสมบูรณ์เหมาะสมนั้น “วิตามินซี” ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญในการส่งเสริมการกำเนิดของคอลลาเจนในระดับที่ไม่สามารถขาดได้เลย เพราะการที่ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนขึ้นนั้น ต้องมีกระบวนการทางเคมี ซึ่งงานวิจัยบอกว่า วิตามินซีเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ให้เกิดกระบวนการสร้างเสริม และลดข้อเสื่อมได้!!

     ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP
    .
    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง