Author: weerapong456456

  • 3 เคล็ดลับเสริมสุขภาพ ของคนทำงานออฟฟิศ

    คุณเป็นแบบนี้มั้ย?

    .

    ใช้เวลาเกือบทั้งวันนั่งทำงานออฟฟิศ จะเดินไปไหนก็เฉพาะเวลาอาหารเท่านั้น กว่าจะเลิกงานก็มืดค่ำ อยากออกกำลังกายแต่ก็ไม่มีเวลา

    ทั้งๆที่รู้ว่าวิถีชีวิตแบบนี้ทำให้สุขภาพแย่ลงเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีทางเลือก

    แต่แม้จะไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย ก็ยังมีเคล็ดลับ เล็กๆที่ทำให้สุขภาพดีขึ้นได้แม้ต้องนั่งออฟฟิศนานๆ

    .

    1. ข้อแรกที่ง่าย แต่น้อยคนจะทำคือการ “ยืน” หรือ “เดิน” ทุกๆ 1 ชั่วโมง ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์โดยการตั้งเวลาเตือนสมาร์ทโฟนทุกๆชั่วโมง และเมื่อโทรศัทพ์เตือน คุณก็อาจจะแค่ยืนยืดเส้นยืดสายเล็กๆ หรือเดินไปเข้าห้องน้ำ ไปดื่มน้ำก็ยังได้

    แม้จะฟังดูง่าย แต่เชื่อหรือไม่ว่าคนส่วนใหญ่จะเคยชินกับการนั่งนานๆเป็นหลายชั่วโมง และการเพียงลุกขึ้นยืนไม่กี่ครั้งนี่จะสร้างความต่างในเรื่องความยืดหยุ่น เรื่องข้อ และสุขภาพให้คุณได้มากเลย

    .

    2. ดื่มน้ำให้มากขึ้น พวกเราส่วนใหญ่ดื่มน้ำไม่พอ นี่ทำให้เกิดผลเสียด้านสุขภาพหลายอย่างมาก

    หากเพียงตั้งใจว่าขณะอยู่ออฟฟิศ คุณจะดื่มน้ำเปล่าแก้วใหญ่ทุกครั้งก่อนไปทานอาหารกลางวัน หรือก่อนกลับบ้าน นี่ก็จะสร้างความต่างในเรื่องสมดุลของร่างกายและสุขภาพได้มากแล้ว

    .

    3. เมื่อกลับบ้านไม่ได้ทำงาน ก็นอนพักผ่อนให้เพียงพอคือ 8 ชั่วโมงต่อคืนขึ้นไป
    นี่ก็เป็นอีกข้อที่ฟังดูง่าย แต่หลายคนมากที่หลังทำงานเสร็จแล้วก็ยังมาคิดงานต่อที่บ้านจนดึกดื่น ทานอาหารมื้อดึกเกินไป หรือนอนไม่พอ ซึ่งนี่ก็ส่งผลให้ร่างกายไม่มีเวลาพักผ่อนที่มีคุณภาพ และส่งผลให้สุขภาพเสื่อมโทรมลงไปอีก

    .

    สามารถติดตามบทความดีๆ ของเราได้ทาง Line

    LINE : @calcivit หรือ คลิกที่ภาพด้านล่าง

    เพิ่มเพื่อน

    หรือ Facebook ได้ทาง

    Facebook : @calcivit คลิกที่ภาพด้านล่าง

    Facebook inbox

     

  • ปวดเข่ามาก! ต้องทานอะไรเสริม?

    หลายคนอาจไม่รู้ แต่การ “ปวดเข่า” จาก “ข้อเข่าเสื่อม” เป็นปัญหาอันตรายที่คนไทยนับล้านๆต้องเผชิญ

    เพราะปวดเข่าทำให้เดินลำบาก เราจึงเดินน้อยลง จนสุขภาพเสื่อมโทรม และโดนโรคร้ายมารุมเร้าตามมา

    นี่คือความน่ากลัวของข้อเข่าเสื่อม

    แต่โชคยังดี ที่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทำให้เราได้มียา หรือสารต่างๆมากมายที่ช่วยบรรเทาให้อาการปวด หรือข้อกรอบแกรบจากข้อเข่าเสื่อมดีขึ้นได้ และวันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่สามารถลด “ปวดเข่า” ได้ครับ

    .

    1. ยาแก้ปวด

    ตัวเลือกแรก และมีประสิทธิภาพสูงมากในการลดปวดระยะสั้นๆ

    ยาแก้ปวดแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นพาราเซตามอล ไอบูโพรเฟน ฯลฯ นั้นเป็นยากลุ่มที่เรียกว่า NSAIDs ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดการอักเสบ และลดปวดในร่างกาย

    ข้อเสียสำคัญของยาแก้ปวดคือ หากทานไปนานๆ จะเกิดภาระหนักต่ออวัยวะต่างๆเช่นตับ หรือ ไต นอกจากนี้ยาบางกลุ่มยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระเพาะ หรือเลือดออกในทางเดินอาหารด้วย จึงควรใช้อย่างพอดี เมื่อมีอาการปวดเท่านั้น และไม่ควรทาน “เผื่อ” ว่าจะปวดครับ

    .

    2. แคลเซียม

    แคลเซียมแม้จะไม่ใช่สารที่ลดการปวดโดยตรง แต่ก็มีความสำคัญมากต่อกระบวนการฟื้นฟูในข้อ และกระดูก

    หากได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ กระดูกจะมีความเปราะบางลด ทำให้ข้อ และกระดูกเสื่อม สึกหรอได้ง่ายขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการแตกหัก และทำให้อาการปวดที่มีอยู่แล้วเลวร้ายลง

    .

    3. คอนดอรยติน ซัลเฟต

    เป็นสารอนุพันธ์ทางเคมี ที่พบอย่างมากในกระดูกอ่อน และเป็นองค์ประกบสำคัญยิ่งที่ช่วยเสริมเรื่องความแข็งแรงขงกระดูกอ่อน และการเคลื่อนไหวภายในข้อต่างๆ

    ได้มีงานวิจัยรายงานถึงประสิทธิภาพของสารคอนดรอยตินในเรื่องการลดปวด และผลข้างเคียงที่น้อยกว่ายาแก้ปวดชนิดอื่นๆ ดังนั้นคอนดรอยติน ซึ่งพบได้มากในกระดูกอ่อนของปลาทะเล หรือปลาฉลาม จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับการลดปวด

    .

    4. คอลลาเจนไทพ์ทู

    คอลลาเจนไทพ์ทู ต่างจากคอลลาเจนธรรมดา ตรงที่มันเป็นคอลลาเจนที่ “พบมากที่สุด” และ “เป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่ง” ของเข้าต่อ กระดูกอ่อน และหมอนรองกระดูกสันหลัง

    .

    ซึ่งนี่ทำให้มันมีประสิทธิภาพสูงยิ่งในการช่วยให้กระดูกอ่อนในข้อเข่า และน้ำในไขข้อที่พร่องไปฟื้นคืน ลดอาการปวด หรือข้อติดได้ที่ต้นเหตุอย่างมีประสิทธิภาพสูงมาก

    .

    แคลซิวิท ผลิตภัณฑ์บำรุงข้อเข่าจากผู้เชี่ยวชาญ นั้นไร้ “ยาแก้ปวด”

    .

    แต่อุดมด้วยคอลลาเจนไทพ์ทู คอนดรอยติน ซัลเฟต (จากกระดูกอ่อนปลาฉลาม) และแคลเซียม ซึ่งบรรเทาการปวดเข่าได้อย่างทรงประสิทธิภาพยิ่ง

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

    เพิ่มเพื่อน

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • 3 สุดยอดอาหารลดปวดเข่า !!!

    คุณเคยรู้สึกมั้ยว่าเดินนานๆแล้วขาเริ่มตึงๆกว่าปกติ?

    รู้สึกว่าเข่าเริ่มขยับแล้วมีเสียงกร็อบแกร็บ?

    รู้สึกมั้ยว่าหลังหรือไหล่ที่เคยปวดเป็นๆหายๆกลับหายยากขึ้นเรื่อยๆ?

    .

    นั่นอาจเป็นเพราะ คุณกำลังเริ่มมีอาการขั้นต้นของโรคข้อเข้าแล้ว!!

    .

    จากนั้นจะทำยังไงดีล่ะ?

    คุณถามตัวเอง จะไปหาหมอเลยก็คงเร็วไป ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไงล่ะที่ทำให้อาการทั้งหลายเหล่านี้ดีขึ้น?

    .

    คำตอบอยู่ใน “ครัว” ครับ

    .

    ยังมีกลุ่มอาหารหลายชนิด ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติอร่อยแล้ว ยังมีฤทธิ์ในการลดความเจ็บของข้ออีกด้วย ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึง  3 ชนิดของอาหารที่รู้จักกันดี ซึ่งเป็น

    “สุดยอดอาหารลดปวดข้อ”

    มาเริ่มกันเลย !!!

    1. ปลาแซลมอน

    เป็นแหล่งที่ยอดเยี่ยมของไขมันโอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงเรื่องการทำงานของสมอง และไม่นานนี้ได้มีงานวิจัยด้วยยว่าโอเมก้า 3 นั้น สามารถก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ “ลด” การอักเสบของข้อได้ และยังลดความพึ่งพาในยาแก้ปวดอื่นๆด้วย!  ทั้งบำรุงสมอง ลดปวดข้อ และยังอร่อยอีกด้วย!

    2. น้ำมันมะกอก

    นักวิจัยในมหาวิทยาลัยคันทาเนีย ประเทศอิตาลี ได้ทำการทดลองเรื่องคุณสมบัติของน้ำมันมะกอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม EVOO หรือ Extra virgin olive oil ผลการทดลองพบว่าหลังจากทานน้ำมันมะกอกเป็นส่วนหนึ่งของอาหารได้ 8 สัปดาห์ ปริมาณของโปรตีนที่ช่วยป้องกันข้อนั้นได้เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ทานอาหารตามปกติธรรมดา! ดังนั้นหากคุณคิดจะทานสลัด ใส่น้ำมันมะกอกลงไปด้วยนะครับ และไม่ต้องกลัวอ้วนเพราะน้ำมันมะกอกยังนับเป็นไขมันคุณภาพดีที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้อีก ด้วย

    3. ส้ม

    ได้มีการทดลองในผู้ป่วยกลุ่มที่มีภาวะโรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) โดยให้ทานสารสกัดจากส้มต่อเนื่องเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ผลคือผู้ป่วยเหล่านั้นมีอาการปวดเข่าที่ลดลงมาก และยังมีสารแสดงการอักเสบในเลือดที่ลดลงอีกด้วย!

    นี่เป็นผลจากสารกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ ที่ชื่อว่า “โนบิเลทิน” ซึ่งพบมากในส้ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยื่อสีขาวๆที่ติดกับเนื้อส้มหลังปลอกเปลือกไปแล้ว นอกจากจะดีในเรื่องข้อเข่าแล้ว ส้มยังมีวิตามินซี ที่สำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนในข้อต่างๆอีกด้วยก็จะเป็นการสิ้นสุดในเรื่องอาหารลดปวดข้อนะครับ

    แต่!!!  ถ้าหากพูดถึงเรื่องอาหารแล้วคุณก็รู้สึกว่า “พวกนี้ราคาแพงนะ”

    หรือ “หาซื้อมาทานยาก”  หรือส้มก็อาจจะเปรี้ยวเกินไปไม่ชอบรสชาติ

    เรามีทางเลือกให้ครับ

    .

    ชื่อของมันคือ แคลซิวิท

    แคลซิวิท ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับการ “ควบคุมดูแลโดยทีมแพทย์” นั้นมุ่งเป้าไปที่เรื่องการดูแลข้อ และหลังของคุณโดยเฉพาะ

    เราเหนือกว่าแค่ “แคลเซียม” เพราะยังมีทั้ง “กระดูกอ่อนปลาฉลาม” “คอลลาเจนไทพ์ทู” “อะเซโรร่าเชอร์รี่” และสารต่างๆที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพของคุณรวมถึง 9 อย่าง เราไม่ได้บำรุงแค่ข้อ แต่ยังช่วยเรื่องหลอดเลือดหัวใจ บำรุงผิวพรรณ และต้านมะเร็งอีกด้วย!!

    เราได้บอกในตอนแรกแล้วว่า “แซลมอน” นั้นดีต่อข้อ แต่ถ้าคุณต้องทานแซลมอนทุกวัน วันละมื้อ คุณต้องจ่ายเท่าไหร่?

    มื้อละ 100? 200? 300 บาท? ถ้าทานทุกวัน

    ก็อาจต้องใช้ เงินถึงเดือนละเกือบ 10,000 บาท !!!

    แต่ “แคลซิวิท”  เพียงทานวันละ 1 แคปซูล ก็จะส่งเสริมสุขภาพคุณได้ไม่รู้กี่อย่างแคลซิวิทบรรจุ 30 แคปซูลต่อกล่อง ในราคากล่องละ 850 บาท!!  หรือเพียงวันละไม่ถึง 30 บาท เท่านี้ข้อของคุณก็จะดีขึ้นแล้ว!

    .

     

     

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

     

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

     

  • 3 เทคนิค ออกกำลังกายข้อเข่าให้แข็งแรง

    หากกำลังเป็นข้อเข่าเสื่อม กระดูกทับเส้น ต้องรีบฟื้นฟูสมรรถภาพของกล้ามเนื้อที่คอยช่วยรับแรงและการเคลื่อนไหวข้อให้แข็งแรงขึ้น จะได้ทนทานกับการใช้งานโดยไม่ให้ปวดข้อต่อไป เช่น ปวดเข่า ควรบริหารกล้ามเนื้อต้นขาส่วนหน้า ปวดหลัง ควรบริหารกล้ามเนื้อที่ยึดอยู่รอบๆ กระดูกสันหลัง เป็นต้น การเลือกประเภทออกกำลังกายให้เหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญอีกประการหนึ่ง

    1. ออกกำลังกายในน้ำ

    เช่น ว่ายน้ำหรือเดินในน้ำความสูงระดับต้นขา เพราะทำให้ออกกำลังกายอย่างที่ชอบได้โดยไม่มีผลกับข้อต่อมากนัก และน้ำยังช่วยพยุงน้ำหนักตัวอยู่ด้วยทำให้ลดความเสื่อมที่จะเกิดขึ้นกับหลังและเข่าได้อย่างดี

    2. ฝึกโยคะ

    ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ประสานร่างกายและจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ช่วยให้ข้อต่อแข็งแรงและยืดหยุ่นมีจิตใจสงบเยือกเย็นและมีสมาธิ

    3. บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง

    เพราะมีความสำคัญต่อการสร้างความแข็งแรง เละความสมดุลของร่างกาย โดยใช้เทคนิคนอนราบหงายกับพื้นดันหลังชิดพื้นแล้วยกขาเกร็งหน้าท้องส่วนล่างค้างไว้นับ 1-10 ทำติดต่อกัน 20-30ครั้งต่อวัน 3-4 เดือนกล้ามเนื้อจะแข็งแรงขึ้นมาก

    แต่ถ้าท่านไม่สะดวกออกกำลังตาม 3 ข้อที่ว่ามานี้ เรามีอะไรดีๆมาเสนอครับ

    ชื่อของมันคือ แคลซิวิท

    แคลซิวิท ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับการ “ควบคุมดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ” นั้นมุ่งเป้าไปที่เรื่องการดูแลข้อ และหลังของคุณโดยเฉพาะ

    เราเหนือกว่าแค่ “แคลเซียม” เพราะยังมีทั้ง “กระดูกอ่อนปลาฉลาม” “คอลลาเจนไทพ์ทู” “อะเซโรร่าเชอร์รี่” และสารต่างๆที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพของคุณรวมถึง 9 อย่าง เราไม่ได้บำรุงแค่ข้อ แต่ยังช่วยเรื่องหลอดเลือดหัวใจ และบำรุงผิวพรรณอีกด้วย!!

    การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าต้องใช้เงินกว่า 1 แสนบาท

     

     

    แต่ “แคลซิวิท”  เพียงทานวันละ 1 แคปซูล ก็จะส่งเสริมสุขภาพคุณได้ไม่รู้กี่อย่างแคลซิวิทบรรจุ 30 แคปซูลต่อกล่อง ในราคากล่องละ 850 บาท!!  หรือเพียงวันละไม่ถึง 30 บาท เท่านี้หลังของคุณก็จะดีขึ้นแล้วครับ!!!!!!

     

     

     

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

     

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • อย่าปล่อยให้ถึงวันนั้น

    ยายมีอายุ 64 ปี เป็นโรคข้อเสื่อม แต่ยายมีก็มีความสุขดี

    ถึงยายจะปวดข้อปวดเข่าจนเดินแทบไม่ได้ ต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา แต่ยายมีก็พอใจกับชีวิต เพราะลูกหลานของยายต่างได้เรียนสูงทุกคน และพวกเขาก็มาคอยป้อนข้าวป้อนน้ำดูแลยายเรื่อยๆ

    ถือว่าคุ้มแล้วล่ะกับที่ยายได้ยอมสละสุขภาพ ทำงานหนักมาหลายสิบปีจะไปหาหมอยายก็กลัวเสียเงิน ทานอาหารเสริมดูแลสุขภาพอะไรก็ไม่เอายายจะบอกกับหลานๆเสมอว่ายายมีความสุขดีแล้ว

    จนกระทั่งวันหนึ่ง

    ในช่วงหยุดยาว ลูกหลานของยายมีต่างลายายไปเที่ยวต่างประเทศ และมีเพื่อนบ้านที่สนิทเอาอาหารมาให้ยายสองครั้งเช้าเย็น

    น่าจะเป็นช่วงที่สงบเงียบไม่มีอะไร ยายมีก็คิดเช่นนั้น แต่หารู้ไม่ว่าโรคร้ายที่ก่อตัวมายาวนานกำลังจะทำให้ ความสุขเปลี่ยนเป็นความทรมานแสนสาหัส

    ยายมีไม่รู้เลยว่าช่วงที่นอนอยู่บนเตียงมายาวนานนั้น ได้มีลิ่มเลือดมาอุดตันที่เส้นเลือดขา ซึ่งแค่นั้นยังไม่เป็นอะไร แต่หายนะได้เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ขณะที่ไม่มีใครอยู่ดูแลยายเลยนี่เอง

         ลิ่มเลือดที่ใหญ่โตขึ้นในช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมา ได้หลุดออกจากผนังหลอดเลือด และในเวลาไม่กี่วินาที มันก็เดินทางผ่านเส้นเลือดกลับไปยังหัวใจจนสุดท้ายไปหยุดที่เส้นเลือดปอด !

    ชั่วพริบตานั้นเอง ยายมีก็เกิดหายใจไม่ออกขึ้นอย่างเฉียบพลัน

    ยายพยายามหายใจเร็ว ไขว่คว้าหาอากาศ แต่นั่นก็ไม่ช่วยอะไรเลย

    ยายมีไม่มีทางรู้เลยว่าตัวเองได้เป็นโรค “ลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดปอด”(Pulmonary Embolism) โรคร้ายแรงถึงตายที่เกิดขึ้นจากการไม่ขยับตัวเป็นเวลานานๆ จนเกิดลิ่มเลือดที่ขา และลิ่มเลือดหลุดไปอุดกั้นหลอดเลือดปอด ที่นำออกซิเจนจากปอดเข้าสู่ร่างกาย

    นี่คือผลจากที่ยายไม่ดูแลสุขภาพ ปล่อยให้ “ข้อเสื่อม” จนถึงขั้นที่เดินไม่ได้นั่นเอง

    ยายมีพยายามกรีดร้อง แต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะทำได้ ริมฝีปาก และผิวหนังของยายกลายเป็นสีม่วงขึ้นเรื่อยๆจากการขาดออกซิเจน ความทุกข์ทรมานนั้นดำเนินไปราวกับไร้ที่สิ้นสุดโดยไม่มีผู้ใดช่วยเหลือเลย

    จนในที่สุดหลังความเจ็บปวดอันยาวนาน สัญญาณแห่งชีวิตก็ดับไปจากยายวันเพ็ญ ผู้คิดว่าตัวเองมีความสุขดีแล้ว แต่กลับต้องจากไปก่อนวัยอันควรอย่างเดียวดาย ผลจากการละเลยสุขภาพ

    นี่อาจฟังดูน่ากลัว และไม่น่าจะเกิดขึ้นได้กับคุณ แต่มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้วในผู้ป่วยหลายคนที่เป็นโรค “ลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดปอด” ซึ่งอันตรายถึงแก่ชีวิต

    นอกจากนี้ยายมียังมีภาวะแผลกดทับต่างๆตามก้นและหลังซึ่งยากต่อการดูแลรักษาและยังทำให้การใช้ชีวิตของลูกหลาน และยายมีไม่สะดวกสบายอีกด้วย

    อันตรายของการไม่ขยับตัว นอนติดเตียงไม่ได้มีแค่นี้ แต่รวมไปถึงภาวะข้อติดและภาวะซึมเศร้าอีกด้วย

     

     

     

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

     

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • 5 สัญญาณอันตราย ของ “อาการปวดหลัง”

    เชื่อว่า หลายๆ ท่านคงเคยมี “อาการปวดหลัง” กันมาแล้วโดยส่วนมากคงหนีไม่พ้นอาการปวดหลังที่เกิดจาก การนั่ง หรือนอน ที่ผิดท่า หรือแม้แต่การยกของที่ไม่ถูกวิธี แต่ “อาการปวดหลัง” อาจบ่งบอกสัญญาณของโรคร้ายบางชนิดได้

    5 สัญญาณเตือนของอาการปวดหลังที่เป็นอันตราย

    1. อาการปวดหลังที่ปวดเวลากลางคืน

    อาการปวดหลังที่เกิดในเวลากลางคืนนั้นส่วนมากมักสัมพันธ์กับภาวะที่มีการอักเสบของเนื้อกระดูก เช่น การติดเชื้อ เนื้องอกกระดูกบางชนิด รวมถึงมะเร็งที่แพร่กระจายมาที่กระดูก

    2. อาการปวดหลังร่วมกับแขนขาชา และไม่มีแรง

    โดยลักษณะอาการแบบนี้อาจจะมีอาการกลั้นปัสสาวะ หรืออุจจาระไม่ได้ร่วมด้วยได้ อาการดังกล่าวเกิดจากการที่ไขสันหลังอาจถูกกดทับ เป็นเรื่องที่อันตรายพอควร จึงควรรีบพบแพทย์โดยเร็วเพื่อทำการตรวจสอบหาตำแหน่งที่ได้รับบาดเจ็บ เพราะว่าหากปล่อยให้ช้าไปมีโอกาสที่แขนขาชาหรืออ่อนแรงนั้นจะไม่สามารถกลับมาทำงานปรกติได้

    3. อาการปวดเมื่อยที่บริเวณบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง

    หากมีอาการปวดเหนือบั้นเอวทั้งสองข้างอาจจะบ่งบอกถึงอวัยวะ เช่น ไต โดยหากมีความดันโลหิตสูง และมีเลือดปนในปัสสาวะ อาจจะบ่งบอกถึงโรคถุงน้ำในไตได้ รวมถึงโรคที่มีความอันตรายอื่นๆเช่น ไตอักเสบ

    4. ปวดหลังบริเวณเอว และมีไข้หนาวสั่น

    อาการดังกล่าว อาจจะเกิดจาก การติดเชื้ออักเสบของไต หรือโรคกรวยไตอักเสบ โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว มักเกิดจาก การรับประทานน้ำน้อย การอั้นปัสสาวะเป็นเวลานานๆ เมื่อพบว่ามีอาการอย่างที่ได้กล่าวมา แนะนำให้ไปทำการพบแพทย์  รวมถึงแนะนำให้ทำการรับประทานน้ำในปริมาณที่เหมาะสม และให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยเลิกการอั้นปัสสาวะเป็นเวลานานๆ

    5. อาการปวดหลังเรื้อรัง และมีอาการปวดมากขึ้นเรื่อยๆ

    โดยอาการปวดหลังนั้น หากเป็นในผู้ที่มีอายุเกินกว่า 45 ปี อาจเกิดขึ้นเนื่องจากโรคไขข้ออักเสบ หรือกระดูกสันหลังเกิดการสึกกร่อน การรักษาแพทย์จะให้ยาแก้ปวดมารับประทานเพื่อบรรเทาอาการปวด และให้ทำกายภาพบำบัด สวมเสื้อดามหลังในบางรายและแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเพิ่มขึ้นแต่หากอาการปวดหลังยังไม่ดีขึ้นนั่นอาจเป็นสัญญาณแสดงของภาวะอันตรายหลายอย่างควรรีบกลับไปตรวจกับแพทย์ซ้ำ

     

    หากท่านใดที่ได้อ่านบทความข้างต้นแล้ว พบว่ากำลังมีอาการปวดหลังดังกล่าว แนะนำให้รีบทำการตรวจสอบตัวเองโดยด่วน หรือหากไม่มั่นใจให้ทำการพบแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัยโรคต่อไปครับ

     

     

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

     

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • 3 วิธีลดปวดข้อ

    ข้อเสื่อม เป็นอาการที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่ฉาบผิวกระดูกข้อต่อไว้ไม่ให้มีการเสียดสีกันเมื่อเคลื่อนไหว ซึ่งเมื่อเราเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการลุก นั่ง ยืน หรือเดิน ข้อต่อจะทำงานสอดประสานกันอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อกระดูกอ่อนผุพังหรือบางลง กระดูกข้อต่อก็จะเสียดสีกันจนเป็นผลให้เกิดการอักเสบ

    3วิธีลดข้อเสื่อมได้แก่

    1. ควบคุมน้ำหนัก

    หนึ่งในสาเหตุใหญ่ของอาการข้อเสื่อมก็คือ การที่มีน้ำหนักตัวเกิน หรืออ้วน เพราะยิ่งน้ำหนักตัว มากเท่าไร ข้อต่าง ๆ ในร่างกายก็ยิ่งต้องรับภาระมากเท่านั้น โดยเฉพาะข้อเข่า สะโพก และ หลัง ที่เป็นกำลังหลักในการรับน้ำหนักของร่างกาย

    การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการควบคุมน้ำหนักจึงเป็นการทนุถนอมข้อกระดูกทางหนึ่ง โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ช่วยเผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี แต่หากผู้ป่วยกังวล ว่าการออกกำลังกายจะเป็นอันตรายต่อข้อกระดูก ก็ควรเลือกประเภทของการออกกำลังกายที่ข้อไม่ต้องแบกรับภาระมากนัก เช่น ว่ายน้ำ การเดินในน้ำ เดิน หรือปั่นจักรยาน (ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลัง)

    2. ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ

    น้ำหนักน้อยก็ใช่ว่าจะไม่เป็นโรคข้อ หากทำอะไรที่ผิดท่า ไม่ว่าจะชอบนั่งยอง ๆ นั่งกับพื้น ผุดลุกผุดนั่งบ่อย ๆ หรือการขึ้นบันไดเป็นประจำ เหล่านี้ก็ทำให้ข้อเข่าเสียได้บางคนชอบยืนทิ้งน้ำหนักข้างเดียวซึ่งเป็นการสร้างภาระให้ข้อเข่าได้ครับ

    การนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน เช่น นั่งหลังงอและก้มคอทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันหลายชั่วโมงก็เป็นผลเสียต่อข้อต่อบริเวณคอ และกระดูกสันหลังส่วนเอวเช่นกัน ควรนั่งให้ถูกต้องโดยการนั่งพิงพนักเก้าอี้ และไม่ควรก้มคอนาน ๆ นอกจากนั้นทางที่ดี ควรหาโอกาสขยับตัว โดยลุกขึ้นมาเดินบ้าง ยืดแขนยืดขาบ้างเพื่อเป็นการบริหารข้อต่อ

    3. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

    แม้ว่าการออกกำลังกายจะเป็นสิ่งดี แต่หากออกกำลังกายหนักเกินไป ก็จะเป็นการสร้างภาระให้กับข้อกระดูกได้ โดยจะเห็นได้จากนักกีฬาอาชีพ ซึ่งมักมีปัญหาข้อกระดูกเสื่อมอย่างรวดเร็ว

     

    ทั้งนี้ การป้องกันโรคข้อเสื่อมจากการออกกำลังกายสามารถทำได้โดยการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อเป็นส่วนสำคัญในการแบ่งเบาภาระต่าง ๆ ของข้อต่อเมื่อร่างกายเคลื่อนไหวรุนแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณเอ็นข้อต่อซึ่งเป็นจุดสำคัญของการออกกำลังแทบทุกประเภท นอกจากนี้ การมีกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังที่ดีจะทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังรับภาระน้อยลง ซึ่งลดความเสี่ยงต่อความเสื่อมได้มาก อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเริ่มฝึกกล้ามเนื้อใด ๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อไม่ให้การ ฝึกฝนนั้นไปสร้างภาระให้กับข้อกระดูก

     

     

     

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย. 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

     

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • 3 พฤติกรรมอันตรายสร้างโรคกระดูกพรุน!

    โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ฟังเหมือนไกลตัว แต่อันตรายมาก มันสามารถทำให้กระดูกทรุด ร่างกายผิดรูปไป และเพิ่มความเสี่ยงต่อกระดูกหักอย่างมาก การล้มเบาๆธรรมดาอาจจะกลายเป็นกระดูกหักที่ต้องพักฟื้นเป็นเดือนๆ หรือหากโชคร้ายกระดูกสำคัญหักอาจจะถึงขั้นพิการ หรือเสียชีวิตได้ทีเดียว

    และที่อันตรายยิ่งคือมันมีโอกาสที่ทุกคนจะเกิดภาวะนี้ได้!

    ปัจจุบันผู้คนเริ่มมีอายุยืนขึ้นเรื่อยๆด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมันก็แปลว่า หากคุณเป็นโรคเรื้อรังอย่างโรคกระดูกพรุน คุณก็ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างยาวนานเช่นกัน

    วันนี้เพื่อป้องกันทุกท่านจากโรคร้ายนี้ แคลซิวิทจึงจะมามอบความรู้ถึงพฤติกรรมอันตรายที่ “ควรเลี่ยง” เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน

    1. ใช้สารสเตียรอยด์

    สเตียรอยด์นั้นโดยพื้นฐานเป็นฮอร์โมนที่สำคัญของร่างกาย และเป็นยารักษาที่มีประโยชน์มากหากใช้ตามแพทย์แนะนำ แต่ก็มีหลายคนที่ใช้สารสเตียรอยด์มากเกินไป ไม่ว่าจะเพื่อเสริมสมรรถภาพ หรือเป็นยาแก้แพ้แก้คันที่ใช้เองโดยไม่มีแพทย์สั่ง

    การใช้ยาสเตียรอยด์เองเป็นเรื่องอันตรายมากต่อกระดูก เพราะการใช้สเตียรอยด์เป็นระยะเวลานานๆนั้นจะไปกดเซลล์ “ออสทีโอบลาสต์” (Osteoblast) ที่มีหน้าที่ในการสร้างและฟื้นฟูกระดูก และสเตียรอยด์ยังจะไปกระตุ้นให้การดูดซึมแคลเซียมออกจากกระดูกเพิ่มขึ้น ทำให้กระดูกเปราะบาง เกิดภาวะกระดูกพรุน!

    ดังนั้นจึงไม่ควรใช้สารสเตียรอยด์พร่ำเพรื่อ หากจะใช้ควรตามแพทย์สั่งหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง

     

    2. ดื่มแอลกอฮอล์

    การดื่มเหล้า หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก จะส่งผลต่อตับอ่อน ทำให้การดูดซึมของแคลเซียม และวิตามินดี ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกแย่ลง กระดูกจึงเปราะบางลงได้ง่าย

    ยิ่งไปกว่านั้นแอลกอฮอล์ยังส่งผลต่อตับ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการทำให้วิตามินดี ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เมื่อขาดวิตามินดี การทำงานเสริมกระดูกของแคลเซียมก็แย่ลง นำมาซึ่งภาวะกระดูกพรุน!

    3. สูบบุหรี่

    บุหรี่นั้นมีโทษมากมาย และอันตรายต่อกระดูกก็เป็นหนึ่งในนั้น! เพราะการสูบบุหรี่บุหรี่นั้นทำให้เกิด “สารอนุมูลอิสระ” ในร่างกายปริมาณมาก ซึ่งจะไปส่งผลให้เกิดความผิดปกติ และความเสียหายในหลายองค์ประกอบของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเซลล์ ฮอร์โมน หรืออวัยวะต่างๆที่มีความสำคัญในการทำให้กระดูกแข็งแรง

    ฮอร์โมนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างยิ่งคือ “ฮอร์โมนเอสโตรเจน”(Estrogen) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการทำให้กระดูกแข็งแรง การเสียสมดุลของฮอร์โมนนี้จากการสูบบุหรี่จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนมาก! และจะยิ่งมากขึ้นไปอีกในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนซึ่งมีฮอร์โมนชนิดนี้น้อยอยู่แล้ว

     

    นอกเหนือจากการลด ละ เลี่ยง พฤติกรรมเหล่านี้แล้ว อีกสิ่งที่คุณทำได้คือการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง และหนึ่งในวิธีการคือการเลือกทานสิ่งที่มีประโยชน์ต่อกระดูก “แคลซิวิท” ก็เป็นหนึ่งในนั้น

     

    แคลซิวิท คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับการ “ควบคุมดูแลโดยทีมแพทย์” นั้นมุ่มเป้าไปที่เรื่องการดูแลกระดูก ข้อ และหลังของคุณโดยเฉพาะ

    นอกจาก “แคลเซียม” และ “วิตามินดี” ที่เสริมกระดูกได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว เรายังมี “กระดูกอ่อนปลาฉลาม” “คอลลาเจนไทพ์ทู” “อะเซโรร่าเชอร์รี่” และสารต่างๆที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพของคุณรวมถึง 9 อย่าง

    หากคุณไม่ดูแลสุขภาพ เกิดกระดูกพรุน จนกระดูกหัก คุณอาจต้องใช้เงินรักษาเป็น 100,000 และทุกข์ทรมานไปหลายปี

     

    แต่ “แคลซิวิท”  เพียงทานวันละ 1 แคปซูล ก็จะส่งเสริมสุขภาพคุณได้ไม่รู้กี่อย่าง แคลซิวิท บรรจุ 30 แคปซูลต่อกล่อง ในราคากล่องละ 850 บาท!!  หรือเพียงวันละไม่ถึง 30 บาท เท่านี้กระดูกและคุณภาพชีวิตของคุณก็จะดีขึ้นแล้ว!

     

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308

    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    แคลซิวิทได้รับการผลิตจากสารธรรมชาติ 100% และปราศจาก สเตียรอยด์

     

     

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

     

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • เข้าใจ และดูแล โรคข้อเสื่อม อย่างถูกวิธี

    โรคข้อเสื่อมมีความสัมพันธ์อย่างมากกับอายุ โดยทั่วไปจะพบมากในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไปและพบสูงถึงร้อยละ 60 ในกลุ่มที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตามโรคข้อเสื่อมไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามวัยหรือจากการสึกหรอตามธรรมชาติเสมอไป

    โรคข้อเสื่อมเป็นการเปลี่ยนแปลงในเซลล์และเนื้อกระดูกอ่อนข้อต่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน จนทำให้โครงสร้างและการทำงานของกระดูกอ่อนเสียไป ซึ่งติดตามด้วยกระบวนการซ่อมแซมกระดูกอ่อนและปรับแต่งกระดูก การลุกลามของอาการข้อเสื่อมจึงแตกต่างกันไป บางรายเกิดการลุกลามอย่างรวดเร็วที่ข้อหนึ่ง แต่ข้ออื่นๆ กลับเป็นไปอย่างช้าๆ บางครั้งก็อาจจะดีขึ้นเอง นั่นคือ มีการซ่อมแซมให้คืนสภาพเดิมทำให้อาการปวดลดลง

    มีการศึกษาที่น่าสนใจ คือ เมื่อติดตามผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเสื่อมเป็นเวลา 10 ปีขึ้นไป ด้วยภาพรังสีพบว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วย โรคไม่ได้ลุกลามมากขึ้น ร้อยละ 10 มีภาพรังสีดีขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตามภาพรังสีที่พบไม่ได้สัมพันธ์กับอาการแสดงของผู้ป่วยโดยตรง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากสำหรับแพทย์ที่จะพยากรณ์โรคหรืออธิบายการดำเนินโรค แต่ที่ทราบแน่ชัดคือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ข้อเสื่อมลุกลามเร็ว ได้แก่ การบาดเจ็บบริเวณข้อ การบิดหมุนข้อหรือมีแรงกระทำซ้ำๆ ข้ออักเสบเกาต์ และความผิดปกติตามระบบประสาทกล้ามเนื้อ

     

     

    วิธีการรักษาในปัจจุบัน

    ปัจจุบัน จุดประสงค์ในการรักษา คือ ให้ความรู้แก่ผู้ป่วยว่าโรคข้อเสื่อมไม่ใช่โรคร้ายแรงหรือก่อให้เกิดทุพพลภาพมากมาย ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ข้อเสื่อมลุกลามได้ เช่น ควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำหนักรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่โดยเฉพาะกลุ่มวิตามิน ออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อรอบๆ ข้อแข็งแรงและให้ข้อยืดหยุ่นได้ดี ทั้งนี้ ควรเป็นกีฬาที่ผ่อนคลายและไม่มีการปะทะรุนแรง เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เดินเร็ว เป็นต้น การออกกำลังกายอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอจะช่วยชะลอการเสื่อมหรือลดอาการปวดได้อย่างมาก

    ยาและอาหารเสริมบางชนิดสามารถเปลี่ยนโครงสร้างกระดูกอ่อนข้อต่อได้ แต่ข้อเสียคือ ออกฤทธิ์ช้า มีราคาแพง และไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีข้อเสื่อมรุนแรง ส่วนการรักษาด้วยการผ่าตัดและการเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะสามารถระงับอาการปวดในผู้ป่วยที่รับประทานยาแก้ปวดลดอักเสบแล้วไม่ได้ผล ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้ภาวะแทรกซ้อนและอัตราการตายจากการผ่าตัดมีน้อยมากเนื่องจากเป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็กและใช้คอมพิวเตอร์ช่วยนำทาง ทำให้มีความแม่นยำมาก มีการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อน้อย ผู้ป่วยจะฟื้นตัวจากการผ่าตัดได้เร็ว

     

    โรคข้อเสื่อมมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

    ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าโรคข้อเสื่อมเกิดจากภาวะความผิดปกติที่ข้อต่อมากกว่าการสึกหรอตามวัย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบริเวณกระดูกอ่อนข้อต่อและกระดูกเกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน หากสามารถพบความผิดปกติที่ขั้นตอนใดก็สามารถหาวิธีในการป้องกันหรือรักษาข้อเสื่อมได้ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะรักษาหรือชะลอการลุกลามของโรคข้อเสื่อมได้

    ในปัจจุบันนักวิจัยได้ค้นพบยีนส์หลายตัวที่มีความสัมพันธ์กับโรคข้อเสื่อม และประเมินว่าโรคข้อเสื่อมถูกกำหนดด้วยพันธุกรรมถึงร้อยละ 60 ในอนาคตแพทย์อาจจะสามารถคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคข้อเสื่อมได้ โดยการเจาะเลือดตรวจหายีนส์ที่สัมพันธ์กับการเกิดโรค เพื่อให้ความรู้และแนะนำวิธีการป้องกันโรคแก่ผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างเหมาะสม

     

    อาหารที่ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยง

    ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลอรีสูงซึ่งจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะอาหารในกลุ่มวิตามิน เช่น วิตามินอี วิตามินซี เบตาแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยสร้างคอลลาเจน วิตามินเหล่านี้จะช่วยชะลอการลุกลามของข้อเสื่อมได้เล็กน้อย มีการศึกษาที่น่าสนใจในสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำจะมีความเสี่ยงต่อการลุกลามของข้อเสื่อมมากกว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีสูง ดังนั้น นอกจากจะต้องรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว ควรออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอด้วย

     

     

     

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

     

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox

  • “ข้อเข่าเสื่อม” คืออะไร !

    วันหนึ่งคุณเริ่มรู้สึกว่าเข่าปวดขึ้นมา

    คุณอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา อาจจะเกิดจากเดินเยอะ หรือนอนผิดท่า

    แต่ขนาดเดียวกันนั่นก็อาจเป็นสัญญาณของ “โรคข้อเข่าเสื่อม”

    โรคเรื้อรังที่ทำให้ข้อเกิดความทรมานมาก ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคข้อเสื่อมที่พบถึง 1 ใน 10 ของคนไทย และควรที่จะต้องได้รับการรักษา แต่ในขณะเดียวกันก็มีโรคอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ใช่ข้อเข่าเสื่อมแต่มีอาการที่คล้ายคลึงกับข้อเข่าเสื่อมดังนั้นการแยกโรคจึงมีความสำคัญมาก

    แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นแค่ “ปวดเข่าเฉยๆไม่อันตราย” หรือ “ข้อเข่าเสื่อม” ?

    เรามีคำตอบให้คุณครับ!

    ถ้านอกจากปวดเข่าแล้ว คุณมีภาวะ 3 ใน 6 ข้อนี้ ก็แสดงว่าคุณมีเสี่ยงสูงที่จะเป็นข้อเข่าเสื่อมแล้ว!

    1. คุณรู้สึกเข่าตึง ขยับเข่าหลังตื่นนอนลำบากโดยเฉพาะใน1ชั่วโมงแรกหลังตื่นนอน

    2. นอกจากปวดเข่าแล้ว คุณยังมีเสียงกร็อบแกร็บในเข่า ยิ่งเดินขึ้นบันไดยิ่งมีเสียงมาก

    3. นอกจากปวดในเข่า กระดูกบริเวณเข่า หรือรอบๆเข่าก็มีอาการปวดด้วย

    4. กระดูกบริเวณเข่าบวม หรือมีขนาดโตขึ้น

    5. เข่าปวด แต่ขณะที่ปวดเข่าไม่ได้อุ่นขึ้น (เพราะหากเข่าอุ่นขึ้นขณะปวดมาก มีโอกาสเป็นโรคอื่นมากกว่า เช่นข้ออักเสบ หรือภาวะติดเชื้อ)

    6. คุณมีอายุมากกว่า 50 ปีและมีคนในครอบครัวมีโรคข้อเข่าเสื่อม

    ลองเช็คดูครับหากคุณ หรือคนที่คุณรักมีภาวะ 3 ใน 6 ข้อนี้ หรือมากกว่านั้น ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการรักษา

    โรคข้อเข่าเสื่อมนั้นสามารถสร้างความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมานได้นานเป็นสิบๆปี และอาจจบลงด้วยการเดินไม่ได้ หรือการต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า

    ช่วยกันตรวจเช็คนะครับ เพื่อคุณและคนที่คุณรัก จะได้ห่างไกลจากโรคข้อเข่าเสื่อม และปราศจากความเจ็บปวดจากข้อและเข่าตลอดไป

     

    ด้วยความปรารถนาดีจาก Calcivit ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    ผลิตภัณฑ์แคลซิวิทมีส่วนช่วยในการป้องกันภาวะกระดูกพรุน และข้อเสื่อม

     

     

     

    ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง :

    http://www.calcivit.com/information/

    ผลิตภัณฑ์ “แคลซิวิท” ได้รับมาตรฐาน อย 11-1-06353-1-0308
    และมาตรฐานโรงงานจากยุโรปและ GMP

    CALCIVIT ผู้เชี่ยวชาญด้าน ข้อ กระดูก และหลังที่ดีที่สุด

    สามารถสอบถามหรือสั้งซื้อ CALCIVIT

     

    ได้ทาง LINE เพียงแค่กดปุ่มด้านล่างเพื่อ “ADD FRIEND”

     

    เพิ่มเพื่อน

     

    หรือ Facebook INBOX เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

    Facebook inbox